บมจ. เงินติดล้อ เดินหน้าสร้างสถิติเติบโตอย่างต่อเนื่องในธุรกิจนายหน้าประกันภัย โดยอาศัยจุดแข็งด้านเทคโนโลยีประกันภัย (InsurTech) เป็นเสาหลักสำคัญ (Backbone) ในการทลายข้อจำกัด เพิ่มช่องทางการขายและยกระดับงานบริการหลังการขายแบบครบวงจร ท่ามกลางภาวะตลาดที่มีความผันผวนสูง

นายชาญฤทธิ์ สุกปลั่ง รองผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจนายหน้าประกันภัย บมจ. เงินติดล้อ บริษัทในกลุ่มบมจ.ติดล้อ โฮลดิ้งส์ [TIDLOR] กล่าวว่า ภาพรวมการเติบโตของธุรกิจนายหน้าประกันภัยที่ผ่านมาเกิดขึ้นจากการใช้จุดแข็งด้านเทคโนโลยีประกันภัย (InsurTech) ซึ่งเปรียบเหมือนเสาหลัก (Backbone) ที่ทำให้เราสามารถสร้างการเติบโตได้อย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง ช่วยเพิ่มช่องทางการขายและบริการให้กับลูกค้าได้อย่างครอบคลุม และยกระดับบริการอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“ถ้าหากเราไม่ได้พัฒนาเทคโนโลยีด้าน InsurTech เพื่อเป็นพื้นฐานการดำเนินธุรกิจไว้ก่อนหน้า เราคงเติบโตช้ากว่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงปัจจุบันที่ตลาดมีความผันผวนสูง”
จุดเด่นของธุรกิจนายหน้าประกันภัยของกลุ่ม Tidlor Holdings คือความครอบคลุมใน 2 มิติ ทั้งการมีผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการ ครอบคลุมทั้งรถ คน และบ้าน และการออกแบบช่องทางขายและบริการให้สอดคล้องกับพฤติกรรมลูกค้าทุกรูปแบบ ผ่าน 3 แบรนด์หลัก
ประกันติดโล่ (Shield Insurance Broker) แบรนด์อันดับ 1 ด้านบริการ Face to Face โดยวางให้เป็น Service Broker ด้วยเป้าหมายยกระดับบริการ ดูแลลูกค้าตั้งแต่ขั้นตอนการซื้อ ให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิดผ่านพนักงานมืออาชีพกว่า 5,000 คน จากเครือข่ายสาขาเงินติดล้อที่ปัจจุบันมีมากกว่า 1,900 แห่งทั่วประเทศ ไปจนถึงขั้นตอนการเคลม ผ่าน Call Center ประกันติดโล่ 1501 ที่เปิดให้บริการทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง ภายใต้สโลแกน “สบายใจตั้งแต่ซื้อยันเคลม”
ทั้งนี้ ที่ผ่านมาลูกค้าผู้ซื้อประกันวินาศภัยกับนายหน้าอาจไม่ได้รับบริการหลังการขายที่มีมาตรฐาน และมีความกังวลเรื่องเงื่อนไขความคุ้มครองเมื่อเกิดอุบัติเหตุ จึงเป็นที่มาของการยกระดับบริการ Call Center ประกันติดโล่ 1501 โดยตั้งแต่เริ่มต้นให้บริการในเดือน ธ.ค.66-พ.ค.69 มีจำนวนลูกค้าที่ติดต่อใช้บริการรวมแล้วมากกว่า 260,000 ครั้ง
นอกจากนี้ ยังมีธุรกิจในรูปแบบ InsurTech Platform ผ่านแบรนด์ อารีเกเตอร์ (Areegator) แพลตฟอร์มที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี Software-as-a-Service (SaaS) สำหรับนายหน้าประกันอิสระที่สมัครเป็นสมาชิก ช่วยให้สามารถเข้าถึงระบบบริหารงานขาย ผลิตภัณฑ์ประกันที่หลากหลายและมีมาตรฐาน
และแบรนด์ เฮ้ กู๊ดดี้ แพลตฟอร์มนายหน้าประกันดิจิทัล 100% สำหรับลูกค้าที่ต้องการซื้อประกันด้วยตัวเองผ่านช่องทางออนไลน์ โดยสามารถเปรียบเทียบเบี้ยและเงื่อนไขได้เองตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมรับความคุ้มครองทันที โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลิตภัณฑ์ประกันเดินทาง
ตลาดประกันภัยประเทศไทย โอกาสที่ยังเปิดกว้าง
นายชาญฤทธิ์ มองว่า ตลาดประกันภัยในประเทศไทยยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก โดยในปี 68 มีเบี้ยประกันภัยรับโดยตรงรวม 292,785 ล้านบาท และตลาดประกันชีวิตมีเบี้ยประกันภัยรับรวมสูงถึง 676,436 ล้านบาท นอกจากนี้ ประเทศไทยมีรถจดทะเบียนมากกว่า 45 ล้านคัน แต่ราวครึ่งหนึ่งยังไม่มีประกันภัยภาคสมัครใจ สะท้อนถึงโอกาสในการขยายการเข้าถึงความคุ้มครองของประชาชนอีกเป็นจำนวนมาก
ขณะเดียวกัน สัดส่วนเบี้ยประกันภัยรวมต่อ GDP ของประเทศไทยอยู่ที่ 5% (ประกันชีวิต 3.5% และประกันวินาศภัย 1.5%) ซึ่งถือว่ายังต่ำเมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วในเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น สิงคโปร์ และฮ่องกง ที่มีสัดส่วนมากกว่า 10% สะท้อนถึงโอกาสเติบโตที่ยังเปิดกว้างทั้งในกลุ่มประกันวินาศภัยและประกันชีวิต
ด้วยเหตุนี้ นอกจากการขับเคลื่อนสร้างการเติบโตให้ธุรกิจนายหน้าประกันวินาศภัย เฉลี่ย 5%-10% ต่อปี อย่างต่อเนื่องแล้ว ในปีนี้บริษัทฯ ยังมีแผนขยายธุรกิจสู่การจำหน่ายผลิตภัณฑ์ประกันชีวิต (Life Insurance) ซึ่งถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการต่อยอดสู่การเป็นนายหน้าประกันภัยครบวงจร เพื่อมุ่งสร้างการเติบโตอย่างมีคุณภาพในระยะยาว
น





