
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ กล่าวถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัย พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 (พ.ร.ก.กู้เงินฯ) วงเงิน 4 แสนล้านบาท ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ว่า เมื่อผลวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญออกมาแล้ว ก็ถือว่าเป็นเรื่องดี ซึ่งรัฐบาลจะได้ดําเนินการเรื่องที่เตรียมการไว้ให้เดินหน้าต่อได้ เพราะขณะนี้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ยังมีความไม่แน่นอน ดังนั้นจึงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ประเทศไทยจะต้องเตรียมความพร้อมรับมือ เพื่อลดความเสี่ยงที่มีผลผูกพันเกี่ยวกับราคาพลังงาน
ส่วนผลต่อเศรษฐกิจ เมื่อมีการใช้จ่ายเงินตาม พ.ร.ก.กู้เงินฯ 4 แสนล้านบาทนั้น นายดนุชา เชื่อว่า งบในส่วนนี้จะทำให้สถานการณ์เศรษฐกิจภายในประเทศมีความแน่นอนมากยิ่งขึ้น และทําให้ภาคเอกชนมั่นใจ ซึ่งเชื่อว่าเศรษฐกิจภาพรวมก็จะดีขึ้น แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่า งบ 2 แสนล้านบาทนี้ จะเบิกจ่ายได้ตรงตามเป้าหรือไม่
สำหรับวงเงิน 2 แสนล้านบาทส่วนหลัง ในเรื่องการเปลี่ยนด้านผ่านพลังงาน จะวางแนวทางอย่างไรให้ตรงเป้านั้น นายดนุชา กล่าวว่า ที่ผ่านมา มีการพูดคุยในการจะสนับสนุนให้ประชาชนติดโซลาร์เซลล์ เพื่อลดค่าใช้จ่ายไฟฟ้าในแต่ละเดือน ส่วนรูปแบบและวิธีการอยู่ในขั้นตอนของการหารือ
พร้อมย้ำว่า จะต้องมุ่งในเรื่องการประหยัดพลังงาน ส่วนโครงการของกระทรวงคมนาคม ที่จะสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านให้ใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) จะต้องมีการพูดคุยในรูปแบบให้ชัดเจนก่อน ซึ่งยอมรับว่า การแลกรถเก่ากับรถใหม่ยังมีข้อจํากัดอยู่ เพราะยังไม่รู้ว่ารถเก่านั้น จะนําไปใช้ประโยชน์อย่างไร ซึ่งต้องหาแนวทางอื่นไว้เป็นทางเลือก
ส่วนกรณีที่พรรคประชาชน ตั้งข้อสังเกตต่อโครงการของกระทรวงมหาดไทย ที่จะให้มีการใช้รถเก็บขยะ และรถพยาบาล เป็นรถ EV รวมถึงการใช้ระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อการเกษตร จะเข้าเงื่อนไขเป็นการใช้งบฉุกเฉิน ตามเจตนารมณ์ของ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ หรือไม่นั้น นายดนุชา กล่าวว่า เรื่องของโครงการรัฐก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง แต่ควรจะพุ่งเป้าไปที่ประชาชน เพื่อให้ลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล และจะต้องไปพิจารณาวิธีที่จะดําเนินการต่อไป
ส่วนกรณีมีข้อเสนอให้ใช้งบดังกล่าวพัฒนาระบบโครงข่ายสมาร์ทกริด หรือโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ นายดนุชา กล่าวว่า โครงการดังกล่าวจะต้องดําเนินการ และขณะนี้ได้เตรียมไว้แล้ว แต่ไม่สามารถใช้งบประมาณจาก พ.ร.ก.กู้เงินฉบับนี้ได้ เนื่องจากติดเงื่อนไขที่จะต้องใช้เงินภายในเดือนก.ย.70 เพราะเป็นโครงการระยะยาว และต้องดําเนินการโดย 3 การไฟฟ้า ที่เป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ซึ่งหากเป็นงบลงทุน จะต้องผ่านการพิจารณาจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก่อน ซึ่งอาจจะใช้เวลานาน
โดย ฐานิสร์ ทองนอก/ กษมาพร กิตติสัมพันธ์





