
ดัชนีดาวโจนส์พลิกร่วงลงกว่า 100 จุดในวันนี้ โดยปรับตัวลงสอดคล้องดัชนี S&P 500 และ Nasdaq ซึ่งได้รับแรงกดดันจากการที่นักลงทุนเทขายหุ้นกลุ่มผู้ผลิตชิป
ณ เวลา 22.29 น.ตามเวลาไทย ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ [DJI.X] ลบ 101.07 จุด หรือ 0.19% สู่ระดับ 52,535.94 จุด ส่วนดัชนี S&P 500 [SP500.X] และ Nasdaq [NASDAQ.X] ลบ 0.33% และ 0.80% ตามลำดับ
นอกจากนี้ นักลงทุนประเมินสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รวมทั้งจับตาการประกาศผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน ซึ่งมีกำหนดเผยแพร่ในช่วงปลายสัปดาห์นี้
หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์เผชิญแรงขายในวันนี้ โดยหุ้น SK Hynix ดิ่งลง 7% หลังจากเปิดตัวซื้อขายในตลาด Nasdaq เมื่อวันศุกร์ ซึ่งราคาหุ้นพุ่งขึ้นถึง 13%
หุ้น Micron Technology และ Sandisk ปรับตัวลง 6% และ 10% ตามลำดับ ส่วนหุ้น Seagate Technology ร่วงลง 6%
นอกจากนี้ หุ้น Advanced Micro Devices หรือ AMD และหุ้น Intel ต่างปรับตัวลง 4%
ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งขึ้นในวันนี้ หลังการสู้รบระลอกใหม่ระหว่างสหรัฐและอิหร่านส่งผลกระทบต่อการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้นักลงทุนเกิดความกังวลว่าอุปทานน้ำมันอาจหยุดชะงัก
กองบัญชาการกลางสหรัฐ (CENTCOM) รายงานว่า กองทัพสหรัฐเปิดปฏิบัติการโจมตีอิหร่านระลอกใหม่เมื่อวันอาทิตย์ หลังจากโจมตีเป้าหมาย 140 แห่งเมื่อวันเสาร์ โดยเป็นการตอบโต้ต่อการที่กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน (IRGC) โจมตีเรือบรรทุกสินค้าลำหนึ่งที่กำลังแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
สำนักข่าว Tasnim ของทางการอิหร่านรายงานว่า อิหร่านทำการตอบโต้ในวันอาทิตย์ด้วยการโจมตีฐานทัพของสหรัฐในจอร์แดน คูเวต บาห์เรน และโอมาน
ทั้งนี้ IRGC ประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซจนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง แต่กองทัพสหรัฐโต้แย้งคำกล่าวอ้างดังกล่าว โดยระบุว่า ช่องแคบฮอร์มุซยังคงเปิดให้เรือทุกลำที่มีสิทธิเดินเรือโดยชอบด้วยกฎหมายสามารถผ่านได้ตามปกติ
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ โพสต์ข้อความบน TruthSocial ในวันนี้ ระบุว่า สหรัฐจะยังคงใช้มาตรการปิดล้อมทางทะเลต่ออิหร่าน
นอกจากนี้ ปธน.ทรัมป์ยืนยันว่า สหรัฐจะเข้าควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ และปฏิบัติภารกิจในการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ดังกล่าว โดยสหรัฐจะเรียกเก็บเงินชดเชยในอัตรา 20% ของมูลค่าสินค้าทั้งหมดที่มีการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซเพื่อครอบคลุมค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่จำเป็นในการดำเนินภารกิจดังกล่าว
ธนาคารขนาดใหญ่ของสหรัฐ ได้แก่ JPMorgan Chase, Goldman Sachs, Morgan Stanley, Bank of America, Citigroup และ Wells Fargo มีกำหนดประกาศผลประกอบการในสัปดาห์นี้
นักลงทุนจับตาตัวเลขเงินเฟ้อ รวมทั้งการกล่าวถ้อยแถลงของนายเควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ต่อสภาคองเกรสในสัปดาห์นี้
นายวอร์ชมีกำหนดกล่าวแถลงการณ์รอบครึ่งปีว่าด้วยนโยบายการเงินและภาวะเศรษฐกิจสหรัฐต่อสภาคองเกรส โดยจะกล่าวถ้อยแถลงต่อคณะกรรมาธิการบริการการเงินประจำสภาผู้แทนราษฎรในวันอังคารที่ 14 ก.ค. และต่อคณะกรรมาธิการการธนาคารประจำวุฒิสภาในวันพุธที่ 15 ก.ค.
การกล่าวแถลงการณ์ทั้ง 2 วันจะมีขึ้นในเวลา 10.00 น.ตามเวลาสหรัฐ หรือ 21.00 น.ตามเวลาไทย
นักลงทุนจับตาถ้อยแถลงของนายวอร์ช ซึ่งจะเป็นการเข้าให้การต่อสภาคองเกรสเป็นครั้งแรกหลังเข้ารับตำแหน่ง เพื่อหาสัญญาณบ่งชี้ภาวะเศรษฐกิจสหรัฐ และทิศทางอัตราดอกเบี้ยของเฟดในปีนี้
กระทรวงแรงงานสหรัฐจะเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อจากการใช้จ่ายของผู้บริโภค ประจำเดือนมิ.ย.ในวันพรุ่งนี้
ทั้งนี้ ผลการสำรวจนักวิเคราะห์คาดว่า ดัชนี CPI ทั่วไป (Headline CPI) ซึ่งรวมหมวดอาหารและพลังงาน ปรับตัวขึ้น 3.8% ในเดือนมิ.ย. หลังจากปรับตัวขึ้น 4.2% ในเดือนพ.ค.
เมื่อเทียบรายเดือน คาดว่าดัชนี CPI ทั่วไป ปรับตัวลง 0.1% ในเดือนมิ.ย. หลังจากปรับตัวขึ้น 0.5% ในเดือนพ.ค.
ส่วนดัชนี CPI พื้นฐาน (Core CPI) ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน คาดว่าปรับตัวขึ้น 2.9% ในเดือนมิ.ย. เมื่อเทียบรายปี หลังจากปรับตัวขึ้น 2.9% เช่นกันในเดือนพ.ค.
เมื่อเทียบรายเดือน คาดว่าดัชนี CPI พื้นฐาน ปรับตัวขึ้น 0.2% ในเดือนมิ.ย. หลังจากปรับตัวขึ้น 0.2% เช่นกันในเดือนพ.ค.
โดย ก้องเกียรติ กอวีรกิติ





