สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดร่วงลงในวันศุกร์ (28 ส.ค.) หลังนักลงทุนเพิ่มการคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย หลังเควิน วอร์ช ประธานเฟด เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการควบคุมแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ
ทั้งนี้ สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) [GOLD.X] ส่งมอบเดือนธ.ค. ร่วงลง 134.10 ดอลลาร์ หรือ 2.88% ปิดที่ 4,529.90 ดอลลาร์/ออนซ์
ตลอดทั้งสัปดาห์ ราคาทองคำลดลง 2.9% หลังจากพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 3 เดือนที่ 4,696.18 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์เมื่อวันอังคาร
นักวิเคราะห์กล่าวว่า ราคาทองคำถูกเทขายอย่างหนัก หลังเควิน วอร์ช ประธานเฟดส่งสัญญาณว่าเงินเฟ้อยังลดลงไม่มากพอ และเฟดอาจจำเป็นต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม ส่งผลให้นักลงทุนเพิ่มการคาดการณ์ว่าเฟดอาจขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนก.ย. ซึ่งกดดันราคาทองคำ
วอร์ชระบุว่า เฟดจะต้องดำเนินการเพิ่มเติม หากผู้กำหนดนโยบายไม่มีความเชื่อมั่นว่าเงินเฟ้อพื้นฐานกำลังกลับเข้าสู่เป้าหมาย 2% ส่งผลให้นักลงทุนเพิ่มการคาดการณ์ว่าเฟดอาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนก.ย. โดยถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนที่สุดของวอร์ชจนถึงขณะนี้ว่า เฟดอาจจำเป็นต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อบรรเทาแรงกดดันด้านราคา
ข้อมูลจากเครื่องมือ FedWatch ของ CME ระบุว่า นักลงทุนมองว่ามีโอกาส 58% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนก.ย. เพิ่มขึ้นจาก 36% ก่อนวอร์ชแสดงความเห็น ขณะที่โอกาสที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนธ.ค.อยู่ที่ 89%
ทองคำมักมีความน่าสนใจลดลงในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูง เนื่องจากทองคำไม่มีผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย
นอกจากนี้ ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 1 สัปดาห์ ส่งผลให้ทองคำซึ่งซื้อขายในสกุลดอลลาร์สหรัฐมีราคาแพงขึ้นสำหรับผู้ถือเงินสกุลอื่น และเป็นอีกปัจจัยที่กดดันความต้องการซื้อทองคำ
ส่วนตลาดทองคำในอินเดีย ราคาทองในประเทศซื้อขายด้วยส่วนลดเพิ่มขึ้นอย่างมากในสัปดาห์นี้ เนื่องจากความต้องการซื้อทองลดลงอย่างรวดเร็ว ขณะที่ตลาดคาดการณ์ว่ารัฐบาลอินเดียอาจยกเลิกการปรับขึ้นภาษีนำเข้าทองที่เพิ่งประกาศใช้
โดย กัลยาณี ชีวะพานิช





