เหยื่อไฟไหม้ “โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว” เสียชีวิตอีก 3 รวม เป็น 30 ราย บาดเจ็บสะสม 75 ราย

กทม. รายงานความคืบหน้าเหตุเพลิงไหม้ “โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว” ล่าสุด ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็น 30 ราย บาดเจ็บรวม 75 ราย

กรุงเทพมหานคร (กทม.) อัปเดตสถานการณ์เหตุเพลิงไหม้ “โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว” เมื่อคืนวันที่ 12 ก.ค. ที่ผ่านมา ล่าสุด มีผู้เสียชีวิต จำนวน 30 ราย (ทราบอัตลักษณ์แล้ว 27 ราย และอยู่ระหว่างพิสูจน์อัตลักษณ์ 3 ราย ทั้งนี้ มีผู้บาดเจ็บอาการรุนแรง (กลุ่มสีแดง) เสียชีวิตเพิ่ม 3 ราย)

ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บ มีจำนวน 75 ราย แบ่งเป็น กลุ่มสีแดง (อาการรุนแรง) 24 ราย, กลุ่มสีเหลือง (อาการปานกลาง) 15 ราย และกลุ่มสีเขียว (อาการเล็กน้อย) 36 ราย โดยผู้บาดเจ็บกลุ่มสีเขียว สามารุเดินทางกลับบ้านแล้วทั้งหมด

*กทม. สรุปเหตุเพลิงไหม้ “โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว”

เมื่อวันที่ 12 ก.ค. 69 เวลา 23.57 น. ศูนย์วิทยุพระรามได้รับแจ้งจากสายด่วน 199 ว่าเกิดเหตุเพลิงไหม้ภายใน สถานประกอบการคล้ายสถานบริการ “โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว” ตั้งอยู่เลขที่ 7/15 ถนนลาดพร้าว แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร โดยมี บริษัท โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว จำกัด เป็นผู้ประกอบกิจการ

สถานประกอบการดังกล่าวเป็นอาคารเอกเทศชั้นเดียว โครงสร้างเหล็ก ก่อสร้างเมื่อปี พ.ศ. 2513 ก่อนพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มีผลใช้บังคับ และได้รับใบอนุญาตจำหน่ายอาหาร รวมทั้งใบอนุญาตประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพประเภทแสดงดนตรีถูกต้องตามกฎหมาย

จากข้อมูลการตรวจสอบด้านความปลอดภัย อาคารมีพื้นที่ประกอบการ (เฉพาะโซนจำหน่ายอาหาร) ประมาณ 200 ตารางเมตร มีทางเข้า-ออกด้านหน้า 2 ทาง ทางหนีไฟด้านหลังร้าน 2 ทาง พร้อมติดตั้งไฟฉุกเฉิน ถังดับเพลิง และป้ายทางหนีไฟ เป็นไปตามข้อกำหนดของพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ทั้งนี้ สำนักงานเขตจตุจักร ร่วมกับสถานีดับเพลิงและกู้ภัยสุทธิสาร สถานีตำรวจนครบาลพหลโยธิน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้เข้าตรวจสอบด้านสุขลักษณะและความปลอดภัยของสถานประกอบการเป็นระยะตามแผนการตรวจประเมิน

เหตุเพลิงไหม้ครั้งนี้ เกิดขึ้นภายในอาคาร ลุกลามสร้างความเสียหายประมาณ 164 ตารางเมตร ก่อนเจ้าหน้าที่ดับเพลิงจะสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้ ส่วนสาเหตุเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริง

ข้อมูลผู้ประสบเหตุ ณ เวลา 18.11 น. วันที่ 13 ก.ค. 69 มีผู้เสียชีวิต 28 ราย และผู้ได้รับบาดเจ็บ 71 ราย แบ่งเป็นผู้บาดเจ็บอาการรุนแรง (กลุ่มสีแดง) 25 ราย ผู้บาดเจ็บอาการปานกลาง (กลุ่มสีเหลือง) 14 ราย และผู้บาดเจ็บอาการเล็กน้อย (กลุ่มสีเขียว) 32 ราย โดยผู้บาดเจ็บกลุ่มสีเขียวสามารถกลับบ้านได้ทั้งหมด

ภายหลังได้รับแจ้งเหตุ สำนักงานเขตจตุจักร ได้เร่งลงพื้นที่ตรวจสอบสถานการณ์ ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และจัดตั้ง ศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบเหตุเพลิงไหม้ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ประสบเหตุและญาติ รวมทั้งบรรเทาความเดือดร้อนอย่างเร่งด่วน พร้อมแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองเป็นผู้ประสานงานในการรับเรื่องและให้ความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง

ในขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ฝ่ายรักษาความสะอาดและสวนสาธารณะได้ดำเนินการฉีดล้างทำความสะอาดทางเท้าและผิวจราจรถนนลาดพร้าว เพื่อฟื้นฟูพื้นที่ คืนความสะอาด ความปลอดภัย และอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนผู้ใช้เส้นทาง

วันที่ 13 ก.ค. 69 เวลา 09.00 น. เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน ร่วมกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายโยธา สำนักงานเขตจตุจักร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้เข้าตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุและรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อประกอบการสอบสวนหาสาเหตุของเพลิงไหม้ และดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

โดยตลอดทั้งวัน คณะผู้บริหารกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยผู้บริหารสำนักงานเขตจตุจักร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์และความคืบหน้าการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านการช่วยเหลือผู้ประสบเหตุ การตรวจสอบพื้นที่ การรวบรวมพยานหลักฐาน การฟื้นฟูพื้นที่ และการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน พร้อมกำชับให้ทุกหน่วยงานดำเนินการตามภารกิจอย่างเต็มกำลัง เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

ในส่วนของการดำเนินการตามกฎหมาย ฝ่ายโยธา สำนักงานเขตจตุจักร ได้ออกและปิดคำสั่ง ให้บรรเทาเหตุที่อาจก่อให้เกิดอันตรายหรือห้ามใช้อาคาร กรณีฉุกเฉิน (แบบ ค.11) ตามมาตรา 46 วรรคหนึ่ง ประกอบข้อ 7 แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 47 (พ.ศ. 2540) ออกตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ตามคำสั่งเลขที่ กท 6503/3464 ลงวันที่ 13 ก.ค. 69 แจ้งให้เจ้าของ ร้านอาหารโรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ห้ามใช้อาคารเป็นเวลา 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำสั่ง เพื่อความปลอดภัยของประชาชนและผู้เกี่ยวข้อง

กทม. โดยสำนักงานเขตจตุจักร ยังคงบูรณาการการปฏิบัติงานร่วมกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด ทั้งด้านการช่วยเหลือผู้ประสบเหตุ การตรวจสอบข้อเท็จจริง การฟื้นฟูพื้นที่ และการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อให้การช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างความปลอดภัยแก่ประชาชนในพื้นที่อย่างสูงสุด

โดย ปภัสสร องค์พิเชฐเมธา/ กษมาพร กิตติสัมพันธ์

ข่าวล่าสุด