
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ กล่าวถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์แนวคิดข้าวแกง ราคา 40 บาท ว่า ในส่วนของข้าวแกง มีต้นทุนอยู่ค่อนข้างมาก ซึ่งสิ่งที่กระทรวงพาณิชย์สามารถดูแลได้และดูแลอย่างต่อเนื่อง คือ เรื่องของวัตถุดิบที่ทำผ่านโครงการไทยช่วยไทยมาตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.ที่ผ่านมา
ขณะเดียวกัน กรมการค้าภายในก็มีการเชื่อมโยงกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดยตรง ที่มีการนำวัตถุดิบจากเกษตรกรมาเป็นส่วนหนึ่งของการปรุงอาหาร ดังนั้นเรื่องของต้นทุน เป็นสิ่งที่กระทรวงพาณิชย์สามารถควบคุมได้
นอกจากนี้ ยังมีวัตถุดิบที่อยู่ในโครงข่ายของกระทรวงอื่นด้วย จึงมีการพูดคุยกันว่า จะสามารถทำอะไรเพิ่มเติมนอกเหนือจากเรื่องของวัตถุดิบได้อีกหรือไม่ และเป็นที่มาว่า ถ้าเราจะทำในโครงการของไทยช่วยไทยพลัส ที่มีการลงทะเบียนร้านอาหาร จำนวน 2 แสนกว่าร้านค้า ซึ่งหากสามารถนำร้านค้าเหล่านี้ มาลงทะเบียนในโครงการข้าวแกงประหยัด โดยที่ภาครัฐจะสามารถสนับสนุนเรื่องของการลดต้นทุนอื่น ๆ ที่เราไม่สามารถควบคุมได้โดยตรง เพื่อให้ทางร้านค้าที่มาลงทะเบียน ได้มีเมนูทางเลือกให้กับผู้ที่มีรายได้ไม่มากนักสามารถเข้าถึงได้
“ราคา 40 บาทที่พูดกันนั้น ยังไม่ใช่ราคาสุดท้าย เพราะเท่าที่ดูราคา 40 บาทในวันนั้น ก็ดูเหมือนจะเป็นราคาที่น่าจะทำได้ จึงเป็นที่มาที่กระทรวงพาณิชย์เผยแพร่ข่าวออกไป แต่เมื่อมีคำแนะนำ รวมถึงข้อโต้แย้ง ซึ่งมีทั้งคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ก็ต้องเอาเรื่องนี้มาทบทวน พร้อมดูว่า ควรหาจุดเหมาะสมที่ตรงไหน” รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ กล่าว
นางศุภจี ระบุว่า วันนี้จึงไม่ได้มีการนำเรื่องนี้เข้าที่ประชุม ครม. เพราะมองว่า เรื่องนี้ไม่ควรเป็นเรื่องที่มีความคิดต่าง หรือขัดแย้งกันมากขนาดนั้น ขณะเดียวกัน การทำงานแบบนี้ก็ต้องร่วมมือกันในหลายภาคส่วน และแม่ค้าขายข้าวแกงเองก็ต้องสมัครใจมาลงทะเบียนด้วย ส่วนรัฐบาลก็สนับสนุนเงินเข้าไป รวมถึงอาจจะมีการสนับสนุนเรื่องของวัตถุดิบให้ลดราคาได้อีก เพราะฉะนั้นเมื่อมีความคิดที่เห็นต่างกันแบบนี้ จึงต้องขอรับฟังไว้ก่อน เพื่อพิจารณาทบทวนอีกครั้ง แต่ยืนยันว่า ขณะนี้จะยังไม่ดำเนินการ
นางศุภจี กล่าวต่อว่า สิ่งที่กระทรวงพาณิชย์พยายามจะทำ คือทำอย่างไรที่จะดูแลเรื่องค่าครองชีพของประชาชนให้มากที่สุด เพราะคนที่ได้รับประโยชน์ก็คือทุกคน ส่วนคนที่อาจจะไม่เห็นค่าในเรื่องของข้าวแกง โดยที่ไม่เห็นว่ามีความจำเป็นเลย เราก็คงต้องเข้าใจและรับฟังกลุ่มนั้น แต่คนที่เขาต้องการก็มี ฉะนั้นหน้าที่ของกระทรวงพาณิชย์ คือจะทำอย่างไรที่จะตอบสนองได้ทั้งหมด

โดยล่าสุดวันนี้ เฟซบุ๊กส่วนตัวของนางศุภจี ได้มีการโพสต์ข้อความชี้แจงสาเหตุที่ระงับแนวคิดการจำหน่าย “อาหารจานเดียว” ราคาประหยัด 40 บาท โดยระบุว่า
“หลังจากราคาพลังงานเริ่มลดลง กระทรวงพาณิชย์ ได้รับการเรียกร้องให้ช่วยหาทางลดค่าครองชีพที่เป็นสิ่งจำเป็น และเป็นรายจ่ายประจำทุกวัน คือ ข้าวแกง ซึ่งจริงๆ แล้ว ราคาข้าวแกง ขึ้นกับต้นทุนหลายตัวที่ไม่ได้มาจากราคาพลังงานอย่างเดียว ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนวัตถุดิบ แก๊สหุงต้ม ค่าแรง ค่าเช่า ซึ่งเกี่ยวข้องกับหลายกระทรวง หลายหน่วยงาน โดยรัฐบาลก็กำลังดูแลในเรื่องเหล่านี้อยู่
สำหรับวัตถุดิบจำเป็นในการทำอาหาร ทางกระทรวงพาณิชย์ได้ดูแลผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทย ลดภาระลดค่าครองชีพ” ที่ทำอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 อยู่แล้ว และจะยังคงดูแล ควบคุมราคาวัตถุดิบจำเป็น และวัตถุดิบราคาประหยัด ผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทย ลดภาระลดค่าครองชีพ” อย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้มอบหมายให้กรมการค้าภายใน เชื่อมโยงวัตถุดิบจากเกษตรกรให้แก่ร้านอาหารโดยตรงเพิ่มเติม เพื่อลดภาระต้นทุน ลดแรงกดดันต่อราคาอาหาร และช่วยเกษตรกรไปพร้อม ๆ กัน
เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้พี่น้องประชาชนในเรื่องค่าอาหาร ในช่วงระยะเวลาที่ยังไม่เข้าสู่ภาวะปกติ (ล่าสุดสถานการณ์ในตะวันออกกลางก็ปะทุขึ้นอีก) จึงมีแนวคิดที่จะทำเพิ่มเติม โดยใช้แนวคิดการแก้ไขปัญหาล่วงหน้าแบบที่ใช้กับหลายสินค้า โดยจะสนับสนุนเงินให้ร้านอาหารที่ยินดีมาลงทะเบียน เพื่อนำเสนอเมนูอาหารจานเดียวในราคาประหยัด ซึ่งอยู่ระหว่างพิจารณาว่า ราคาควรเป็นเท่าไร โดยตัวเลข 40 บาทนั้น เป็นเพียงการยกตัวอย่าง
อย่างไรก็ตาม เมื่อมีกระแสทั้งที่เห็นด้วย และที่ไม่เห็นด้วยหลากหลาย เราก็ยินดีรับฟังและพร้อมจะทบทวน เพื่อไม่ให้เกิดมาตรการรัฐที่ไปกระทบต่อกลไกตลาด ที่มีคนจำนวนมากบอกว่ามีข้าวแกงราคาประหยัดต่ำกว่าจานละ 40 บาท เป็นทางเลือกอยู่แล้ว หรือบางเสียงเห็นว่า ควรแก้ที่ส่วนอื่น ที่อยู่นอกเหนือการดูแลของกระทรวงพาณิชย์
“เราจึงได้ระงับแผนที่จะนำเสนอเรื่องนี้ต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี และถึงแม้ว่าเราจะระงับการเสนอเรื่องนี้ต่อที่ประชุม ครม. แล้ว แต่ก็ยังยินดีรับฟังทุกความคิดเห็น เพราะการตัดสินใจในครั้งนี้ ก็มาจากการที่เราเปิดรับฟังเสียงของทุกคน” รองนายกฯ และรมว.พาณิชย์ กล่าว
พร้อมย้ำว่า การจะฝ่าวิกฤติซ้อนวิกฤติ ต้องอาศัยความร่วมแรงร่วมใจจากทุกฝ่าย เราไม่สามารถผลักดันมาตรการที่สำคัญท่ามกลางความคิดเห็นที่แตกต่างคนละขั้วเช่นนี้ได้
โดย ฐานิสร์ ทองนอก/ กษมาพร กิตติสัมพันธ์





