
ผลสำรวจล่าสุดเผยว่า ชาวอเมริกันเกือบ 8 ใน 10 มองว่า สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านจะยืดเยื้อ หลังการสู้รบกลับมารุนแรงและข้อตกลงหยุดยิงเริ่มสั่นคลอน ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ประกาศกลับมาใช้มาตรการปิดล้อมเรืออิหร่านในอ่าวเปอร์เซีย
ผลสำรวจของรอยเตอร์/อิปซอส (Reuters/Ipsos) ซึ่งจัดทำเป็นเวลา 3 วัน และสิ้นสุดเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (12 ก.ค.) พบว่า ผู้ตอบแบบสำรวจ 79% คาดว่า สหรัฐฯ จะทำสงครามกับอิหร่านต่อไปอีกเป็นเวลานาน เพิ่มขึ้นจาก 65% ในช่วงปลายเดือนมี.ค. ขณะที่มีเพียง 18% ที่เชื่อว่าสงครามจะยุติลงภายในไม่กี่สัปดาห์
ขณะเดียวกัน ผู้ตอบแบบสำรวจ 37% สนับสนุนปฏิบัติการโจมตีทางทหารของสหรัฐฯ ต่ออิหร่าน หลังสหรัฐฯ กลับมาเปิดฉากโจมตีเมื่อวันที่ 26 มิ.ย. เพื่อตอบโต้เหตุโจมตีเรือพาณิชย์ในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งสหรัฐฯ ระบุว่าเป็นฝีมือของอิหร่าน
รายงานระบุว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความตึงเครียดขึ้น หลังทรัมป์ประกาศเมื่อวันจันทร์ (13 ก.ค.) ว่า สหรัฐฯ จะกลับมาใช้มาตรการปิดล้อมทางทะเลต่ออิหร่าน พร้อมเรียกร้องค่าชดเชยในอัตรา 20% ของมูลค่าสินค้าทั้งหมดที่ขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ แลกกับการคุ้มครองจากกองทัพสหรัฐฯ
นอกจากนี้ ผลสำรวจยังพบว่า ผู้ตอบแบบสำรวจ 60% คาดว่า สงครามจะทำให้ราคาน้ำมันเบนซินสูงขึ้นในช่วง 1 ปีข้างหน้า ขณะที่ครึ่งหนึ่งมองว่า สงครามครั้งนี้ไม่คุ้มกับต้นทุนที่ต้องจ่าย
ความกังวลเรื่องราคาน้ำมันและค่าครองชีพกำลังกลายเป็นแรงกดดันทางการเมืองต่อทรัมป์และพรรครีพับลิกัน ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพ.ย. โดยคะแนนนิยมของทรัมป์อยู่ใกล้ระดับต่ำสุดในเส้นทางการเมือง ขณะที่นักยุทธศาสตร์พรรครีพับลิกันเตือนว่า ปัญหาค่าครองชีพที่สูงขึ้นกำลังบดบังแรงหนุนที่รัฐบาลหวังจะได้รับจากมาตรการลดภาษี
ทั้งนี้ ผลสำรวจดังกล่าวสอบถามผู้ใหญ่ชาวอเมริกันทั่วประเทศ 1,019 คน โดยมีค่าความคลาดเคลื่อนประมาณ 4 จุดเปอร์เซ็นต์
โดย วรวิชญ์ สิทธิวัง/กนิษฐ์นุช สิริสุทธิ์





