
GCAP GOLD ทองคำมีแนวโน้มผันผวนหนัก ชี้วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซปะทุ จับตาสัญญาณเงินเฟ้อและถ้อยแถลงประธานเฟดคนใหม่คุมทิศทางตลาด ฝ่ายวิเคราะห์ประเมินหากราคายังยืนเหนือแนวรับ 4,000 ดอลลาร์ได้ มีโอกาสสร้างฐานและฟื้นตัวจากแรงซื้อที่กลับเข้ามา
น.ส.อารีรัตน์ มุราชัย หัวหน้านักวิเคราะห์ บริษัท จีแคป จำกัด (GCAP GOLD) ประเมินทิศทางราคาทองคำยังอยู่ในช่วงฟื้นตัวระยะสั้นและกำลังสร้างฐานเหนือแนวรับสำคัญบริเวณ 4,000 ดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวยังต้องผ่านแนวต้านสำคัญบริเวณ 4,180 ดอลลาร์ และ 4,250 ดอลลาร์ (ราคาทองคำไทยประมาณ 65,700-66,500 บาท) เพื่อยืนยันการกลับเข้าสู่แนวโน้มขาขึ้น หากสามารถทะลุและยืนเหนือระดับดังกล่าวได้ จะเป็นการเปิด Upside รอบใหม่และเพิ่มโอกาสปรับตัวขึ้นต่อ ขณะที่แนวรับสำคัญยังอยู่บริเวณ 4,000-3,980 ดอลลาร์ (ราคาทองคำไทยประมาณ 63,200-62,800 บาท)
สำหรับปัจจัยพื้นฐาน ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง กลับมาเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ หลังอิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซจนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ พร้อมยืนยันควบคุมการเดินเรืออย่างเข้มงวด ภายหลังสหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการโจมตีทางอากาศรอบใหม่ เพื่อตอบโต้เหตุโจมตีเรือสินค้าในพื้นที่ดังกล่าว ส่งผลให้ความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์กลับมาเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของตลาด
อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ยืดเยื้ออาจผลักดันราคาน้ำมันและเงินเฟ้อให้สูงขึ้น ซึ่งแม้จะหนุนแรงซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย แต่อีกด้านหนึ่งก็อาจทำให้ตลาดกังวลว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงนานกว่าที่คาดส่งผลให้ราคาทองคำมีแนวโน้มแกว่งตัวผันผวนในระยะสั้น
ขณะเดียวกัน ประเด็น การประกาศดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) และดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ของสหรัฐฯ จะเป็นตัวชี้วัดว่า ราคาพลังงานเริ่มส่งผ่านมายังเงินเฟ้อในวงกว้างหรือไม่ โดยหากตัวเลขออกมาสูงกว่าตลาดคาด จะเพิ่มความเป็นไปได้ที่เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงต่อเนื่อง ส่งผลให้ Bond Yield และค่าเงินดอลลาร์มีโอกาสปรับตัวขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยลบต่อราคาทองคำในระยะสั้น แต่หากตัวเลขเงินเฟ้อชะลอตัวมากกว่าคาด จะช่วยเพิ่มความหวังต่อการผ่อนคลายนโยบายการเงิน ทำให้เป็นแรงสนับสนุนให้ราคาทองคำกลับมาฟื้นตัว
GCAP GOLD แนะนำให้นักลงทุนจับตาการแถลงนโยบายการเงินรอบครึ่งปีของ นายเควิน วอร์ช ประธานเฟด ต่อสภาคองเกรส โดยกำหนดการแถลงต่อคณะกรรมาธิการบริการทางการเงินของสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 14 ก.ค. เวลา 21.00 น. และต่อคณะกรรมาธิการการธนาคารของวุฒิสภาในวันที่ 15 ก.ค. เวลา 21.00 น. (ตามเวลาประเทศไทย)
โดยตลาดจะจับตาว่า เควิน วอร์ช จะประเมินผลกระทบของราคาน้ำมันต่อเงินเฟ้ออย่างไร รวมถึงเฟดจะให้น้ำหนักกับแรงกดดันเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นในระยะสั้น หรือรอประเมินผลกระทบที่จะส่งผ่านไปยังภาคบริการและค่าจ้าง ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการคาดการณ์ทิศทางอัตราดอกเบี้ย และทิศทางราคาทองคำในช่วงครึ่งปีหลัง





