
สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ มีมติเห็นชอบด้วยคะแนนเสียง 308 ต่อ 117 เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (14 ก.ค.) ในการผ่านร่างกฎหมายกำหนดให้ใช้เวลาออมแสง (Daylight Saving Time หรือ DST) เป็นการถาวร โดยจะส่งร่างกฎหมายดังกล่าวไปยังวุฒิสภาเพื่อพิจารณาต่อไป
หากกฎหมายนี้มีผลบังคับใช้ สหรัฐฯ จะยุติธรรมเนียมการปรับเวลาปีละ 2 ครั้งที่ถือปฏิบัติในพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศมาตั้งแต่ทศวรรษ 1960 (พ.ศ. 2503-2512) ส่งผลให้ไม่มีการปรับเวลากลับไปเป็นเวลามาตรฐานในเดือนพ.ย. อีกต่อไป อย่างไรก็ดี รัฐต่าง ๆ ยังคงสามารถเลือกที่จะไม่เข้าร่วมการใช้เวลา DST ตลอดทั้งปีได้
ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้เรียกร้องให้ยุติการเปลี่ยนเวลาปีละ 2 ครั้งอยู่หลายครั้ง และแสดงท่าทีสนับสนุนมาตรการนี้อย่างแข็งขัน
กลุ่มผู้สนับสนุนร่างกฎหมายระบุว่า การเปลี่ยนเวลาเป็นการรบกวนการนอนหลับ เพิ่มอัตราการบาดเจ็บในสถานที่ทำงาน และมีส่วนทำให้เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนมากขึ้น นอกจากนี้ยังแย้งว่า การตั้งเวลาให้เร็วขึ้น 1 ชั่วโมงตลอดทั้งปีจะช่วยเพิ่มแสงสว่างในยามเย็นและกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจในช่วงฤดูหนาวได้
ในทางกลับกัน ฝ่ายคัดค้านกล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะส่งผลให้ดวงอาทิตย์ขึ้นช้ากว่าปกติ 1 ชั่วโมงในเช้าวันฤดูหนาว ซึ่งจะทำให้นักเรียนจำนวนมากต้องเดินทางไปโรงเรียนและคนทำงานต้องเดินทางไปทำงานตั้งแต่ก่อนฟ้าสาง
ร่างกฎหมายนี้อาจส่งผลกระทบต่อเที่ยวบินระหว่างประเทศและการเดินทางของผู้โดยสาร โดยกลุ่ม Airlines for America ซึ่งเป็นตัวแทนของสายการบินรายใหญ่ของสหรัฐฯ แสดงความกังวลว่า ร่างกฎหมายดังกล่าวจะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่ออุตสาหกรรมการบิน รวมถึงการหยุดชะงักของผู้โดยสาร การจัดสรรหมุนเวียนลูกเรือและเครื่องบิน ตลอดจนปัญหาการเชื่อมต่อเที่ยวบินทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงใด ๆ จำเป็นต้องมีกรอบเวลาในการดำเนินงานที่สะท้อนถึงความซับซ้อนในระดับโลกเหล่านี้
โดย พสิษฐ์ อุ่นเมตตาจิต/ปนัยดา ปัทมโกวิท





