ดาวโจนส์เด้งกว่า 100 จุด นลท.คลายกังวลเงินเฟ้อ หลัง CPI, PPI ต่ำคาด

ดัชนีดาวโจนส์พุ่งขึ้นกว่า 100 จุดในวันนี้ หลังสหรัฐเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) และดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ที่ต่ำกว่าคาด ซึ่งช่วยให้นักลงทุนคลายความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อ ขณะที่คาดว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะไม่เร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในระยะใกล้

นอกจากนี้ ตลาดยังได้ปัจจัยบวกจากการกล่าวถ้อยแถลงของนายจอห์น วิลเลียมส์ ประธานเฟด สาขานิวยอร์ก ซึ่งระบุว่าเงินเฟ้อได้ผ่านจุดสูงสุดแล้ว

ณ เวลา 20.52 น.ตามเวลาไทย ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ [DJI.X] บวก 159.67 จุด หรือ 0.30% สู่ระดับ 52,667.94 จุด

ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทยังได้แรงหนุนจากการดีดตัวขึ้นของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ โดยหุ้น Tesla ปรับตัวขึ้น 2% ขณะที่หุ้น Amazon, Apple, Microsoft และ  Alphabet ดีดตัวขึ้นมากกว่า 1% ส่วนหุ้น SpaceX ทะยานขึ้นเกือบ 2%

นักลงทุนมีความเชื่อมั่นมากขึ้นต่อทิศทางเงินเฟ้อ หลังนายจอห์น วิลเลียมส์ ประธานเฟด สาขานิวยอร์ก กล่าวในวันนี้ว่า เขาเห็นสัญญาณหลายประการที่บ่งชี้ว่าเงินเฟ้อได้ผ่านจุดสูงสุดแล้ว ซึ่งจะเปิดทางให้เฟดคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย แม้ว่าตลาดจะยังคงคาดการณ์ว่าเฟดอาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าก็ตาม

ทั้งนี้ ในการกล่าวสุนทรพจน์ต่อผู้นำภาคธุรกิจ นายวิลเลียมส์ระบุเหตุผลที่ทำให้เขาเชื่อว่าแรงกดดันด้านราคาได้ผ่านจุดสูงสุดแล้ว

“มีเหตุผลที่น่าพอใจหลายประการที่ทำให้คาดว่าเงินเฟ้อได้ผ่านจุดสูงสุดแล้ว และจะปรับลดลงในหลายไตรมาสข้างหน้า” เขากล่าว และเสริมว่า “ผมคาดว่าอัตราเงินเฟ้อโดยรวมจะลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 3.25% ภายในสิ้นปีนี้ จากนั้นจะค่อย ๆ ลดลงสู่เป้าหมาย 2% ของเฟดในปี 2027 และแตะเป้าหมายดังกล่าวในปี 2028”

อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นในปีนี้ หลังจากสหรัฐและอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านในช่วงปลายเดือนก.พ. ส่งผลให้ราคาน้ำมันทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยนายวิลเลียมส์ระบุว่า สงครามดังกล่าว รวมทั้งผลกระทบจากการเรียกเก็บภาษีนำเข้า และการเร่งลงทุนด้านเทคโนโลยี เป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันเงินเฟ้อ

นายวิลเลียมส์ระบุว่า เขามองเห็นสัญญาณบ่งชี้ว่าปัจจัยเหล่านั้น รวมทั้งแรงกดดันด้านอื่น ๆ กำลังเริ่มคลี่คลายลง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เขามองว่าจะไม่มีแรงผลักดันเพิ่มเติมอย่างมีนัยสำคัญจากมาตรการภาษีนำเข้า เนื่องจากภาษีที่หมดอายุจะถูกแทนที่ด้วยมาตรการใหม่เท่านั้น ขณะเดียวกัน เขาระบุว่าการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมัน “น่าจะผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว และจะปรับตัวลงใกล้ระดับก่อนเกิดสงครามอิหร่าน”

นอกจากนี้ การลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยังเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่มีส่วนผลักดันเงินเฟ้อ แต่เขากล่าวว่า ความไม่สมดุลดังกล่าวจะค่อย ๆ ลดลงเมื่ออุปทานใหม่เข้าสู่ตลาดมากขึ้น

นายวิลเลียมส์ยังระบุว่า ตลาดแรงงานไม่ได้เป็นสาเหตุกดดันเงินเฟ้อ ขณะที่การคาดการณ์เงินเฟ้อของภาคธุรกิจและประชาชนยังคงอยู่ในระดับที่มั่นคง ซึ่งทำให้เฟดมีพื้นที่ในการดำเนินนโยบายการเงินมากขึ้น

“เศรษฐกิจยังคงขยายตัวอย่างแข็งแกร่งและสอดคล้องกับแนวโน้ม ขณะที่ตลาดแรงงานก็ยังแข็งแกร่งและมีเสถียรภาพ แต่ตราบใดที่เงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูง สิ่งสำคัญคือเราต้องทำให้อัตราเงินเฟ้อกลับสู่เป้าหมายระยะยาวที่ 2% อย่างยั่งยืน โดยจุดยืนนโยบายการเงินในปัจจุบันถือว่าเหมาะสมต่อการบรรลุเป้าหมายดังกล่าว”

อย่างไรก็ตาม ตลาดยังคงคาดการณ์ว่าเฟดอาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างเร็วที่สุดในเดือนก.ย. ขณะที่เจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่ในคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของเฟด (FOMC) ก็ยังคาดว่าเฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ภายในสิ้นปีนี้

นอกจากนี้ นักลงทุนจับตาการกล่าวถ้อยแถลงของนายเควิน วอร์ช ประธานเฟด ต่อสภาคองเกรสเป็นวันที่สอง

ทั้งนี้ นายวอร์ชมีกำหนดกล่าวแถลงการณ์รอบครึ่งปีว่าด้วยนโยบายการเงินและภาวะเศรษฐกิจสหรัฐต่อคณะกรรมาธิการการธนาคารประจำวุฒิสภาในวันนี้ เวลา 10.00 น.ตามเวลาสหรัฐ หรือ 21.00 น.ตามเวลาไทย

ในการกล่าวถ้อยแถลงต่อคณะกรรมาธิการบริการการเงินประจำสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวานนี้ นายวอร์ชกล่าวย้ำจุดยืนเกี่ยวกับการควบคุมเงินเฟ้อ พร้อมทั้งกล่าวถึงความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจสหรัฐ ซึ่งได้รับประโยชน์จากการลงทุนของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI)

โดย ก้องเกียรติ กอวีรกิติ