
เมื่อผู้แนะนำการลงทุน กลายเป็นผู้ทุจริต นักลงทุนจะป้องกันตัวเองอย่างไร? บทเรียนจากกรณีล่าสุดที่ ก.ล.ต. แบนเจ้าหน้าที่แนะนำการลงทุน 10 ปี
ความเชื่อมั่นถือเป็นสินทรัพย์ที่มีค่าที่สุดในธุรกิจการเงิน เพราะลูกค้าส่วนใหญ่ไม่ได้ซื้อเพียงกองทุนหรือผลิตภัณฑ์การลงทุน แต่กำลังฝาก “เงินออมทั้งชีวิต” ไว้กับบุคคลที่ตนเชื่อถือ
กรณีล่าสุดที่สำนักงาน ก.ล.ต. มีคำสั่งเพิกถอนการให้ความเห็นชอบผู้แนะนำการลงทุนเป็นเวลา 10 ปี ของเจ้าหน้าที่แนะนำการลงทุน ซึ่งขณะกระทำผิดสังกัดธนาคารกรุงไทย (KTB) จึงเป็นคดีที่น่าสนใจ เพราะสะท้อนให้เห็นว่า แม้ระบบกำกับดูแลจะเข้มแข็งเพียงใด แต่หากบุคลากรคนหนึ่งตั้งใจทุจริต ความเสียหายก็ยังสามารถเกิดขึ้นได้ หากผู้ลงทุนขาดความระมัดระวัง
จากข้อมูลของ ก.ล.ต. พบว่า ผู้กระทำผิดไม่นำเงินของลูกค้าไปลงทุนตามที่ลูกค้าประสงค์ แต่กลับนำเงินไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว อีกทั้งยังใช้วิธีหลอกให้ลูกค้าเชื่อว่าจำเป็นต้องถอนเงินฝากประจำก่อนครบกำหนดเพื่อนำไปฝากต่อ เมื่อผู้ลงทุนลงนามในใบถอนเงิน ผู้กระทำผิดจึงนำเอกสารดังกล่าวไปถอนเงินโดยใช้ใบแทนสมุดบัญชี ทำให้สมุดบัญชีไม่ปรากฏรายการถอน ก่อนนำเงินไปใช้ส่วนตัว มีผู้เสียหายรวม 11 ราย มูลค่าความเสียหายกว่า 19.3 ล้านบาท
สิ่งที่น่าคิดคือ วิธีการดังกล่าวไม่ได้อาศัยเทคโนโลยีที่ซับซ้อน ไม่ใช่การแฮ็กระบบ ไม่ใช่มัลแวร์ หรือการปลอมแปลงระบบธนาคาร แต่เป็นการอาศัย “ความไว้วางใจ” ของลูกค้าเป็นเครื่องมือ
หลายคนอาจสงสัยว่า เหตุใดลูกค้าจึงยอมลงนามในเอกสารถอนเงิน
คำตอบคือ ในโลกความเป็นจริง ลูกค้าจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้สูงอายุหรือผู้ที่ลงทุนกับเจ้าหน้าที่คนเดิมมานาน มักเชื่อถือคำอธิบายของผู้แนะนำการลงทุน หากเจ้าหน้าที่แจ้งว่า “เป็นขั้นตอนของระบบ” หรือ “ต้องถอนก่อนจึงจะฝากต่อได้” ลูกค้าหลายคนก็อาจลงนามโดยไม่ได้ตรวจสอบรายละเอียด
นี่คือสิ่งที่เรียกว่า Social Engineering ซึ่งไม่ได้โจมตีระบบคอมพิวเตอร์ แต่โจมตีจิตวิทยาของมนุษย์
ลองนึกภาพผู้ลงทุนที่ลงทุนกับธนาคารเดียวกันมานานกว่า 10 ปี มีเจ้าหน้าที่ดูแลคนเดิมตลอด ทุกครั้งที่ผ่านมาไม่เคยเกิดปัญหา วันหนึ่งเจ้าหน้าที่แจ้งว่าต้องเซ็นเอกสารเพื่อต่ออายุเงินฝากหรือลงทุนต่อ หลายคนย่อมรู้สึกว่าเป็นเรื่องปกติ จึงเซ็นโดยไม่ได้อ่านรายละเอียดอย่างถี่ถ้วน
กรณีนี้จึงเป็นบทเรียนว่า ความเสี่ยงในการลงทุน บางครั้งไม่ได้มาจากตลาดหุ้นหรือเศรษฐกิจ แต่มาจาก “ความเชื่อใจ” ที่ไม่มีการตรวจสอบ
คำถามต่อมาคือ บทลงโทษรุนแรงหรือไม่
ในทางตลาดทุน ถือว่ารุนแรงอย่างมาก เพราะ ก.ล.ต. เพิกถอนการให้ความเห็นชอบเป็นเวลา 10 ปี หมายความว่า บุคคลดังกล่าวไม่สามารถกลับเข้ามาทำหน้าที่เป็นบุคลากรในธุรกิจตลาดทุนที่ต้องได้รับความเห็นชอบจาก ก.ล.ต. ได้ภายในระยะเวลาดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม การเพิกถอนของ ก.ล.ต. เป็นมาตรการทางกำกับดูแล เพื่อปกป้องผู้ลงทุนและรักษามาตรฐานของตลาดทุน ไม่ใช่บทลงโทษทางอาญา ดังนั้น หากมีการกระทำที่เข้าข่ายความผิดทางอาญาหรือทางแพ่ง ก็ยังสามารถมีการดำเนินคดีตามกฎหมายในส่วนที่เกี่ยวข้องได้ โดยเป็นคนละกระบวนการกับการเพิกถอนใบอนุญาต
ที่น่าสังเกตคือ ช่วงที่ผ่านมา ก.ล.ต. มีคำสั่งเพิกถอนผู้แนะนำการลงทุนหลายรายจากพฤติกรรมลักษณะคล้ายกัน คือการนำทรัพย์สินของลูกค้าไปใช้โดยมิชอบ สะท้อนว่าหน่วยงานกำกับไม่ได้ละเลย และเมื่อได้รับรายงานจากผู้ประกอบธุรกิจ ก็มีการตรวจสอบและดำเนินการลงโทษอย่างจริงจัง
แต่ต่อให้หน่วยงานกำกับเข้มงวดเพียงใด ผู้ลงทุนเองก็ยังเป็น “ด่านป้องกันสุดท้าย”
สิ่งที่ผู้ลงทุนควรทำ มีอยู่หลายข้อที่ไม่ยากเลย
ข้อแรก อย่าลงนามในเอกสารที่ยังไม่ได้อ่านหรือไม่เข้าใจ แม้ผู้ที่ขอให้เซ็นจะเป็นเจ้าหน้าที่ที่รู้จักกันมานาน
ข้อที่สอง อย่ามอบสมุดบัญชี บัตรประชาชน ใบถอนเงิน หรือเอกสารที่ลงลายมือชื่อไว้ล่วงหน้าให้บุคคลอื่นดำเนินการแทน เว้นแต่เป็นขั้นตอนที่กำหนดไว้อย่างชัดเจนและสามารถตรวจสอบได้
ข้อที่สาม ตรวจสอบรายการเดินบัญชี รายการลงทุน และรายงานพอร์ตอย่างสม่ำเสมอ อย่ารอจนถึงสิ้นปี เพราะยิ่งพบความผิดปกติเร็ว โอกาสแก้ไขก็ยิ่งมาก
ข้อที่สี่ เปิดใช้บริการแจ้งเตือนผ่าน SMS หรือ Mobile Banking ทุกครั้งที่มีเงินเข้าออกบัญชี เพราะหากมีการถอนเงินโดยไม่ทราบ ผู้ลงทุนจะได้รับการแจ้งเตือนทันที
ข้อที่ห้า หากมีธุรกรรมที่ผิดปกติ ควรรีบติดต่อธนาคารหรือบริษัทหลักทรัพย์โดยตรง ไม่ควรสอบถามเฉพาะเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลบัญชีเพียงคนเดียว
กรณีนี้ยังสะท้อนหลักการสำคัญข้อหนึ่งของการบริหารความเสี่ยง นั่นคือ “Trust, but Verify” หรือ “เชื่อใจได้ แต่ต้องตรวจสอบ”
แม้จะเป็นสถาบันการเงินขนาดใหญ่ มีระบบกำกับดูแลที่ดี มีหน่วยงานกำกับอย่าง ก.ล.ต. และมีมาตรฐานการควบคุมภายใน แต่สุดท้ายธุรกรรมหลายอย่างยังเริ่มต้นจากการยืนยันของลูกค้าเอง หากผู้ลงทุนไม่ตรวจสอบเอกสาร ไม่ติดตามรายการเคลื่อนไหว หรือเซ็นเอกสารโดยอาศัยความคุ้นเคยเพียงอย่างเดียว ช่องโหว่ก็ยังเกิดขึ้นได้
บทเรียนนี้จึงไม่ใช่เพียงข่าวการลงโทษเจ้าหน้าที่รายหนึ่ง แต่เป็นเครื่องเตือนใจให้ทั้งอุตสาหกรรมว่า ความน่าเชื่อถือของธุรกิจการเงินไม่ได้เกิดจากชื่อขององค์กรเพียงอย่างเดียว หากเกิดจากระบบควบคุมภายในที่เข้มแข็ง การกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพ และที่สำคัญที่สุดคือการที่ผู้ลงทุนเองมีวินัยในการตรวจสอบทุกธุรกรรมของตนเอง เพราะไม่มีใครสามารถปกป้องเงินของเราได้ดีเท่ากับตัวเราเอง
โดย ธิติ ภัทรยลรดี





