
ดัชนีดาวโจนส์ดิ่งลงกว่า 300 จุด ขณะที่ดัชนี S&P 500 และ Nasdaq ปรับตัวลงอย่างหนักในวันนี้ ซึ่งเป็นการซื้อขายวันแรกของเดือนก.ย. โดยถูกกดดันจากการพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลทั่วโลก
ณ เวลา 20.58 น.ตามเวลาไทย ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ [DJI.X] ลบ 312.49 จุด หรือ 0.59% สู่ระดับ 52,873.41 จุด ส่วนดัชนี S&P 500 [SP500.X] และ Nasdaq [NASDAQ.X] ลบ 0.68% และ 1.15% ตามลำดับ
สถิติในอดีตบ่งชี้ว่า ตลาดหุ้นสหรัฐมักปรับตัวย่ำแย่ในเดือนก.ย.
ทั้งนี้ ข้อมูลจาก “Stock Trader’s Almanac” ระบุว่า นับตั้งแต่ปี 1950 เดือนก.ย.เป็นเดือนที่ตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวย่ำแย่ที่สุดของปี โดยดัชนีดาวโจนส์ดิ่งลงเฉลี่ย 0.8% ในเดือนก.ย. ขณะที่ดัชนี S&P 500 และ Nasdaq ร่วงลงเฉลี่ย 0.7% และ 0.9% ตามลำดับ
นอกจากนี้ ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทมักปรับตัวผันผวนในเดือนก.ย.ในปีที่มีการเลือกตั้งกลางเทอมในสหรัฐ ซึ่งจะมีขึ้นในเดือนพ.ย.ปีนี้
ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า การปรับตัวลงของตลาดหุ้นในเดือนก.ย.มีสาเหตุจากการที่นักลงทุนกลับมาจากช่วงพักร้อนและเริ่มปรับพอร์ต ด้วยการขายหุ้นที่มีกำไร, เทขายหุ้นที่ผลประกอบการไม่ดี รวมทั้งปรับพอร์ตเพื่อเตรียมเข้าสู่ช่วงสิ้นปี
นอกจากนี้ ปัจจัยล่าสุดที่จะส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นในเดือนก.ย.ได้แก่ การพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล และการดีดตัวของราคาน้ำมัน ซึ่งจะกระตุ้นความวิตกเกี่ยวกับเงินเฟ้อ ขณะที่การแสดงท่าทีในเชิงคุมเข้มทางการเงินของนายเควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ก็ได้ทำให้นักลงทุนกังวลว่าเฟดจะเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนนี้เพื่อสกัดเงินเฟ้อ
ล่าสุด FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 66.4% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมเดือนก.ย. จากเดิมที่ให้น้ำหนักเพียง 39.6% เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
นอกจากนี้ นักลงทุนให้น้ำหนัก 33.6% ที่เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 3.50-3.75% ในการประชุมเดือนก.ย. จากเดิมที่ให้น้ำหนักมากถึง 60.4% เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
ขณะเดียวกัน นักลงทุนมีแนวโน้มเทขายทำกำไรในเดือนนี้ หลังจากตลาดพุ่งขึ้นอย่างมากในเดือนที่แล้ว
ทั้งนี้ ดัชนีดาวโจนส์ดีดตัวขึ้น 1.3% ในเดือนส.ค. ขณะที่ดัชนี S&P 500 และ Nasdaq พุ่งขึ้น 2.6% และ 3.9% ตามลำดับ
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลพุ่งขึ้นทั่วโลกในวันนี้ โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นและสหราชอาณาจักรทะยานขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบหลายทศวรรษ ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐดีดตัวขึ้นเช่นกัน หลังความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและอิหร่านกลับมาทวีความรุนแรงอีกครั้ง ทำให้นักลงทุนกลับมากังวลเกี่ยวกับแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ
ทั้งนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ดีดตัวขึ้น 0.03% สู่ระดับ 4.7880% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 20 เดือน
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 10 ปี พุ่งขึ้นมากกว่า 0.06% แตะระดับ 3% เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1996
ขณะเดียวกัน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 2 ปี ซึ่งเป็นตราสารหนี้ระยะสั้น ทะยานแตะระดับสูงสุดในรอบ 31 ปีที่ 1.81%
ส่วนในสหราชอาณาจักร อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี ดีดตัวขึ้นมากกว่า 0.09% สู่ระดับ 5.2341% แตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2008 ซึ่งเป็นช่วงที่กำลังเกิดวิกฤตการเงินโลก
นอกจากนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 30 ปีของสหราชอาณาจักรพุ่งขึ้น 0.09% มาอยู่ที่ 5.8856% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม 1998
ด้านพันธบัตรรัฐบาลเยอรมนี ซึ่งโดยทั่วไปถือเป็นตัวชี้วัดสำคัญของต้นทุนการกู้ยืมในกลุ่มประเทศยูโรโซน ก็ปรับตัวขึ้นเช่นกัน
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลเยอรมนีอายุ 10 ปี เพิ่มขึ้นมากกว่า 0.03% สู่ระดับ 3.3546% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 52 สัปดาห์
ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลเยอรมนีอายุ 2 ปี ปรับตัวขึ้นแตะ 2.9496% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2024
ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลฝรั่งเศสอายุ 2 ปี ดีดตัวขึ้นแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2024
อย่างไรก็ดี นายสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐ ไม่ได้แสดงความกังวลมากนักเกี่ยวกับการปรับตัวขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ โดยกล่าวในการประชุมรัฐมนตรีคลังกลุ่ม G20 ที่เมืองแอชวิลล์ รัฐนอร์ทแคโรไลนา วานนี้ว่า ตลาดพันธบัตรสหรัฐยังคงเป็นตลาดที่มีการปรับตัวดีที่สุดในโลก พร้อมชี้ว่า ฟิทช์ เรตติงส์ ได้ยืนยันอันดับความน่าเชื่อถือระดับ AA+ ของตราสารหนี้รัฐบาลสหรัฐเมื่อเดือนที่แล้ว
การพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลเกิดขึ้น หลังจากสหรัฐและอิหร่านกลับมาเปิดฉากโจมตีตอบโต้กันบริเวณช่องแคบฮอร์มุซในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ส่งผลให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น และทำให้นักลงทุนหันมาให้ความสนใจกับแรงกดดันด้านเงินเฟ้ออีกครั้ง
ล่าสุด ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ซึ่งเป็นมาตรฐานราคาน้ำมันในตลาดโลก ดีดตัวขึ้น 1.75% มาอยู่ที่ 92.07 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ขณะที่สัญญาซื้อขายน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส อินเตอร์มีเดียต หรือ WTI พุ่งขึ้น 2.27% มาอยู่ที่ 87.71 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
นายสตีฟ อิงแลนด์เดอร์ หัวหน้าฝ่ายวิจัยอัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินกลุ่ม G10 กล่าวว่า สงครามระหว่างสหรัฐและอิหร่านที่ดำเนินมาเป็นเวลา 6 เดือน รวมทั้งคำตัดสินของศาลฎีกาสหรัฐเกี่ยวกับมาตรการภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งได้ทำให้รายได้จากภาษีศุลกากรลดลงประมาณ 40% ได้เพิ่มแรงกดดันต่อตลาดพันธบัตร
นายอิงแลนด์เดอร์ให้สัมภาษณ์สำนักข่าว CNBC ในวันนี้ว่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรตลอดทุกช่วงอายุยังคงมีแนวโน้มถูกกดดันให้ปรับตัวสูงขึ้น พร้อมเสริมว่า สหรัฐไม่ใช่ประเทศเดียวที่กำลังเผชิญกับปัญหาการขาดดุลงบประมาณ
“ทุกประเทศต่างก็มีปัญหาการขาดดุลงบประมาณ ผมไม่คิดว่าจะมีเหตุผลอะไรให้เราเฉลิมฉลอง” นายอิงแลนด์เดอร์กล่าว
โดย ก้องเกียรติ กอวีรกิติ





