Smart Green ถอดรหัส … กฎหมายเพื่อความยั่งยืน: Climate Visa บทเรียนจากตูวาลู ประเทศที่กำลังจะหายไปเพราะภาวะโลกร้อน 

หากวันหนึ่งประเทศของเราไม่ได้เผชิญแค่เศรษฐกิจถดถอย สงคราม หรือวิกฤตการเมือง แต่กำลังเผชิญความเป็นไปได้ที่จะ “หายไปจากแผนที่โลก” อย่างถาวร

หลายท่านคงคิดว่าคือสถานการณ์สมมติที่เกินจริง แต่นี่คือความจริงที่กำลังเกิดขึ้นกับ ‘ตูวาลู’ ประเทศเกาะเล็ก ๆ กลางมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งถูกมองว่าเป็นหนึ่งในประเทศแรก ๆ ของโลกที่อาจหายไปจากแผนที่โลกจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเมื่อคำถามไม่ใช่เพียงว่า “จะลดคาร์บอนได้อย่างไร” แต่กลายเป็น “ประชาชนจะอยู่ที่ไหน” โลกจึงเริ่มพูดถึงสิ่งที่เรียกว่า Climate Visa

เมื่อโลกร้อนกลายเป็นปัญหาการย้ายถิ่นฐาน

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมักถูกพูดถึงในมิติสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นอุณหภูมิที่สูงขึ้น พายุที่รุนแรงขึ้น หรือภัยแล้งที่ยาวนานขึ้น แต่ในความเป็นจริง ผลกระทบที่สำคัญที่สุดอาจไม่ใช่เรื่องอากาศ หากเป็นเรื่อง ‘คน’

เมื่อพื้นที่ที่เคยอยู่อาศัยได้เริ่มจมหายไปใต้ทะเล แหล่งน้ำจืดปนเปื้อนน้ำเค็ม หรือภัยพิบัติเกิดขึ้นถี่จนไม่สามารถดำรงชีวิตได้ การอพยพจึงกลายเป็นทางเลือกเดียว

ปัญหาที่สำคัญคือ กฎหมายระหว่างประเทศในปัจจุบันยังไม่มีสถานะทางกฎหมายสำหรับคำว่า “ผู้ลี้ภัยจากสภาพภูมิอากาศ” (Climate Refugee) อนุสัญญาผู้ลี้ภัยปี 1951 ให้ความคุ้มครองเฉพาะผู้ที่หนี เนื่องจากการถูกข่มเหงทางการเมือง เชื้อชาติ ศาสนา หรือความขัดแย้งเท่านั้น

แต่ผู้ที่ต้องหนีเนื่องจากประเทศจมน้ำทะเล กลับยังไม่มีสถานะทางกฎหมายรองรับ Climate Visa จึงถือกำเนิดขึ้นเพื่ออุดช่องว่างดังกล่าว

แนวคิดนี้ไม่ใช่การรอให้ผู้คนกลายเป็นผู้ลี้ภัยก่อนจึงให้ความช่วยเหลือ แต่เป็นการเปิดเส้นทางให้สามารถย้ายถิ่นฐานได้อย่างถูกกฎหมายและมีศักดิ์ศรี ก่อนที่วิกฤตจะเกิดขึ้นอย่างเต็มรูปแบบ นักวิชาการเรียกแนวคิดนี้ว่า Mobility with Dignity หรือ “การเคลื่อนย้ายอย่างมีศักดิ์ศรี”

ประเทศตูวาลูที่กำลังต่อสู้กับมหาสมุทร

ตูวาลูมีประชากรเพียงราวหนึ่งหมื่นคน และมีพื้นที่ดินทั้งหมดเพียง 26 ตารางกิโลเมตร จุดที่สูงที่สุดของประเทศอยู่เหนือระดับน้ำทะเลเพียงประมาณ 4.6 เมตร กล่าวง่ายๆ คือ หากระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้นเพียงไม่กี่สิบเซนติเมตร ก็จะส่งผลกระทบที่รุนแรงกว่าหลายประเทศอย่างยิ่ง นักวิทยาศาสตร์ประเมินว่าภายในกลางศตวรรษนี้ พื้นที่กว่าครึ่งของประเทศอาจเผชิญน้ำท่วมถาวร และภายในปลายศตวรรษ พื้นที่ส่วนใหญ่อาจไม่สามารถอยู่อาศัยได้อีกต่อไป

สิ่งที่น่าสนใจคือ ตูวาลูแทบไม่ได้เป็นผู้ก่อปัญหาโลกร้อน เพราะประเทศนี้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกในสัดส่วนที่น้อยมากจนแทบไม่มีนัยสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก แต่กลับเป็นหนึ่งในประเทศที่ต้องรับผลกระทบรุนแรงที่สุด

นี่คือภาพสะท้อนของคำว่า Climate Justice หรือ “ความเป็นธรรมด้านสภาพภูมิอากาศ” ได้อย่างชัดเจนที่สุด

Climate Visa แรกของโลก

ปลายปี พ.ศ. 2566 ประเทศออสเตรเลียและตูวาลูลงนามในสนธิสัญญาที่ชื่อว่า Falepili Union หลายฝ่ายมองว่านี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญของกฎหมายระหว่างประเทศด้านสภาพภูมิอากาศ

สาระสำคัญคือ ออสเตรเลียเปิดโอกาสให้ชาวตูวาลูสามารถสมัครย้ายถิ่นฐานถาวรไปยังออสเตรเลียได้ปีละ 280 คน ผู้ได้รับสิทธิสามารถทำงาน เรียนหนังสือ และเข้าถึงระบบสวัสดิการของออสเตรเลียได้ในระดับใกล้เคียงกับผู้มีถิ่นพำนักถาวรทั่วไป แม้จำนวน 280 คนต่อปีอาจดูไม่มาก แต่สำหรับประเทศที่มีประชากรเพียงหนึ่งหมื่นคน นี่คือการสร้าง “ทางออก” ให้กับอนาคตของประเทศทั้งประเทศ

และนี่ถือเป็นครั้งแรกที่การย้ายถิ่นฐานจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศถูกออกแบบเป็นกลไกทางกฎหมายอย่างชัดเจน

ตัวเลขที่สะท้อนความจริง

สิ่งที่น่าตกใจคือ เมื่อเปิดรับสมัครรอบแรก มีผู้ลงทะเบียนมากกว่า 8,700 คน คิดเป็นกว่า 80% ของประชากรทั้งประเทศ ตัวเลขนี้สะท้อนความจริงที่สำคัญ แม้รัฐบาลจะยังคงยืนยันว่าตูวาลูจะไม่ยอมแพ้ต่อมหาสมุทร แต่ประชาชนจำนวนมากกำลังมองหาทางเลือกสำรองสำหรับอนาคตของตนเองและลูกหลาน

Climate Visa จึงไม่ได้เป็นเพียงนโยบายตรวจคนเข้าเมือง แต่เป็นนโยบายประกันความอยู่รอดของมนุษย์จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

เมื่อการอยู่รอดต้องแลกกับอธิปไตย

อย่างไรก็ตาม สนธิสัญญาฉบับนี้ไม่ได้มีแต่เสียงชื่นชม นักวิชาการด้านกฎหมายระหว่างประเทศจำนวนไม่น้อยตั้งคำถามว่า ตูวาลูอาจต้องแลกอธิปไตยเพื่อให้ได้มาซึ่งความมั่นคง

ภายใต้ข้อตกลงดังกล่าว ตูวาลูต้องหารือกับออสเตรเลียก่อนทำความตกลงด้านความมั่นคงกับประเทศที่สาม

ผู้สนับสนุนมองว่านี่คือราคาที่ต้องจ่ายเพื่อความอยู่รอด แต่ผู้วิจารณ์มองว่านี่อาจเป็นการลดทอนอำนาจการตัดสินใจของรัฐขนาดเล็ก

คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่า Climate Visa ดีหรือไม่ แต่เป็นคำถามที่ใหญ่กว่านั้นว่า โลกพร้อมจะช่วยเหลือประเทศที่กำลังจมน้ำโดยไม่เรียกร้องสิ่งตอบแทนหรือไม่

ถ้าประเทศหายไป ประเทศยังเป็นประเทศอยู่หรือไม่

อีกคำถามหนึ่งที่เคยเป็นเรื่องทางทฤษฎี กำลังกลายเป็นเรื่องจริง หากวันหนึ่งดินแดนของรัฐจมหายไปทั้งหมด ประเทศนั้นยังถือเป็น “รัฐ” อยู่หรือไม่

ที่ผ่านมา กฎหมายระหว่างประเทศไม่เคยต้องเผชิญคำถามนี้ แต่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังบังคับให้โลกต้องหาคำตอบ แนวโน้มล่าสุดของกฎหมายระหว่างประเทศเริ่มยอมรับว่า การสูญเสียดินแดนทางกายภาพไม่ควรทำให้รัฐสูญเสียสถานะทางกฎหมายโดยอัตโนมัติ

นั่นหมายความว่า แม้วันหนึ่งตูวาลูอาจไม่มีแผ่นดินเหลืออยู่เหนือผิวน้ำ แต่ยังอาจคงสถานะรัฐ สมาชิกสหประชาชาติ และสิทธิในเขตทางทะเลไว้ได้

แนวคิดนี้อาจฟังดูแปลก แต่ในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แนวคิดเดิม ๆ อาจไม่เพียงพออีกต่อไป

บทเรียนที่โลกควรเรียนรู้จากตูวาลู

กรณีของตูวาลูไม่ใช่เรื่องของประเทศเล็กๆ กลางมหาสมุทรแปซิฟิกเท่านั้น แต่เป็นภาพสะท้อนอนาคตของโลก วันนี้อาจเป็นตูวาลู แต่ในวันข้างหน้าอาจเป็นคิริบาส มัลดีฟส์ หรือรัฐชายฝั่งอีกจำนวนมาก

Climate Visa‘ จึงไม่ใช่เพียงนโยบายตรวจคนเข้าเมืองรูปแบบใหม่ แต่เป็นสัญญาณว่าโลกกำลังเข้าสู่ยุคที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ได้เป็นเพียงแค่ปัญหาสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป หากเป็นปัญหาด้านกฎหมาย ความมั่นคง อธิปไตย สิทธิมนุษยชน และอนาคตของรัฐชาติอีกด้วย

โดย ดุษดี ดุษฎีพาณิชย์

ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย ESG การค้าการลงทุน และอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ