คลัง ชง ครม. ยืดเวลาอุทธรณ์บัตรคนจนถึง 20 ก.ย. ดัน “ไทยช่วยไทยพลัส” ประคอง 6 ล้านสิทธิตกหล่น

นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย, นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม, นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง และนายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง รวมกันแถลงข่าวกรณีผู้ไม่ผ่านหลักเกณฑ์รับสิทธิในโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 

โดยประเด็นสำคัญคือ การทบทวนสิทธิของผู้ไม่ผ่านเกณฑ์ โดยเฉพาะกรณีที่มีการครอบครองรถเก่า รถโอนลอย รถสิ้นสภาพ, กรณีการเป็นนักเรียน-นักศึกษานอกระบบ รวมถึงการขยายเวลายื่นอุทธรณ์สิทธิ เพื่อให้ประชาชนมีเวลาจัดเตรียมเอกสารหลักฐานและไม่ถูกตัดสิทธิจากข้อมูลในระบบที่ไม่ตรงกับสภาพจริง

นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย กล่าวว่า การลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ มีเป้าหมายให้ความช่วยเหลือถึงมือผู้มีรายได้น้อยและกลุ่มเปราะบางอย่างแท้จริง รัฐบาลจึงกำหนดให้มีการลงทะเบียนใหม่ทุก 2 ปี หลังพบข้อร้องเรียนว่าบางรายมีรายได้สูง แต่ยังได้รับสิทธิ ขณะที่ประชาชนที่เดือดร้อนและยากจนจริงบางส่วน กลับตกหล่นไม่ได้รับความช่วยเหลือ

ในส่วนของกระทรวงมหาดไทย โดยกรมการปกครอง จะทำงานร่วมกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สำรวจข้อมูลประชากร ทำประชาคม และค้นหาผู้สมควรได้รับสิทธิในระดับพื้นที่ โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ ผู้พิการ และประชาชนในพื้นที่ห่างไกลที่ไม่สะดวกใช้ระบบอินเทอร์เน็ต

รมช.มหาดไทย กล่าวว่า เรื่องที่จะนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาในวันพรุ่งนี้ (21 ก.ค.) คือ การขอขยายระยะเวลาการยื่นอุทธรณ์หรือทบทวนสิทธิ ออกไปจนถึงวันที่ 20 ก.ย.69 จากเดิมที่จะสิ้นสุดภายในสิ้นเดือนก.ค.นี้ ทั้งนี้ เพื่อให้ประชาชนมีเวลารวบรวมเอกสาร เช่น หลักฐานการโอนลอย เอกสารยืนยันรถสิ้นสภาพ หรือข้อมูลอื่นที่ใช้โต้แย้งฐานข้อมูลราชการได้ครบถ้วน

พร้อมกันนี้ กระทรวงมหาดไทย จะตั้งศูนย์ One Stop Service ที่ว่าการอำเภอทั่วประเทศ เพื่อรับเรื่องทบทวนสิทธิ อำนวยความสะดวกด้านเอกสาร และลดภาระค่าเดินทางของประชาชน หากใครไม่สามารถเดินทางมาอำเภอได้ จะใช้กลไก “อำเภอพึ่งได้” ส่งเจ้าหน้าที่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ลงพื้นที่รับเรื่อง ยืนยันตัวตน และตรวจสอบข้อเท็จจริงถึงหมู่บ้าน พร้อมการประชาสัมพันธ์ผ่านหอกระจายข่าว และเสียงตามสาย

ด้านนายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) และโฆษกกระทรวงการคลัง ชี้แจงว่า กระทรวงการคลัง ยืนยันว่าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ต้องดูแลกลุ่มเปราะบางที่สุดก่อน ปัจจุบันมีผู้ยื่นขอทบทวนสิทธิแล้วกว่า 2.9 ล้านราย โดยกว่า 40% เกี่ยวข้องกับปัญหาที่มีการครอบครองรถยนต์ ซึ่งกระทรวงการคลังพร้อมรับข้อมูลข้อเท็จจริงจากพื้นที่ เช่น รถโอนลอย รถสิ้นสภาพ ทะเบียนค้าง หรือกรณีระบบทะเบียนไม่สะท้อนฐานะจริง เพื่อปรับการคัดกรองให้เป็นธรรมมากขึ้น

ในส่วนของหลักเกณฑ์เรื่องรายได้นั้น กระทรวงการคลัง ใช้ Dynamic Data หรือข้อมูลหักภาษี ณ ที่จ่าย เพื่อตรวจสอบฐานะทางเศรษฐกิจล่าสุด แม้ผู้สมัครจะไม่เคยยื่นแบบชำระภาษีเงินได้ก็ตาม ขณะเดียวกัน จะเสนอเพิ่มเงื่อนไขข้อยกเว้นในหลักเกณฑ์การคัดกรอง เช่น รถยนต์ที่ไม่ได้อยู่ในสภาพใช้งานจริง รวมถึงกรณีถูกแอบอ้างชื่อในระบบภาษี หรือบัญชีม้า เพื่อให้สามารถประมวลผลคืนสิทธิแก่ประชาชนที่เดือดร้อนจริงได้รวดเร็ว

นายวินิจ กล่าวว่า กระทรวงการคลัง ยังเตรียมเสนอ ครม. ในโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐกลุ่มเดิมประมาณ 6 ล้านราย ที่ไม่ผ่านเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ โดยจะใช้มาตรการนี้ เป็นเวลา 2 เดือน เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพในช่วงรอยต่อ ผ่านการปรับสลับงบประมาณเดิมของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ มาใช้ในโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 แทน

ทั้งนี้ ประเด็นที่กระทรวงการคลัง จะรวบรวมข้อมูลจากทุกหน่วยงานเพื่อจะเสนอ ครม. พิจารณาจะมีเรื่องหลักประกอบด้วย การขยายเวลายื่นอุทธรณ์ถึงวันที่ 20 ก.ย. 2569 การปรับเกณฑ์รถเก่า รถโอนลอย และรถจักรยานยนต์ การปรับเกณฑ์นักเรียนนักศึกษานอกระบบ และโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 จากนั้นหน่วยงานพื้นที่จะเร่งรับอุทธรณ์ ตรวจสอบข้อเท็จจริง และส่งข้อมูลกลับเข้าสู่ระบบคัดกรองกลาง เพื่อให้ผู้ผ่านเกณฑ์สามารถเริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2569 เป็นต้นไป

แก้เกณฑ์ถือครองรถเก่า-โอนลอย-นักศึกษานอกระบบ

ด้านนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม กล่าวว่า กระทรวงคมนาคม ได้รับข้อร้องเรียนจำนวนมากจากประชาชนที่ไม่ผ่านเกณฑ์ เพราะมีชื่อถือครองรถยนต์ ทั้งที่รถมีอายุใช้งานนาน มูลค่าต่ำ ไม่สามารถใช้งานได้ในสภาพปัจจุบัน หรือขายแบบโอนลอย แต่ชื่อยังค้างอยู่ในระบบทะเบียน ทำให้คนจนจำนวนหนึ่งถูกตัดสิทธิ ทั้งที่ไม่ได้มีทรัพย์สินตามที่ระบบแสดง

กระทรวงคมนาคม จึงเสนอให้ปรับปรุงหลักเกณฑ์การถือครองยานพาหนะ โดยไม่นำรถยนต์ที่มีอายุการใช้งานเกิน 20 ปี และรถจักรยานยนต์ที่มีอายุการใช้งานเกิน 15 ปี มานับเป็นเกณฑ์ตัดสิทธิ เนื่องจากเป็นรถเก่าที่มีมูลค่าต่ำ และหลายกรณีไม่ได้ใช้งานจริง

นอกจากนี้ จะเสนอปรับเกณฑ์ให้ผู้สมัครสามารถถือครองรถจักรยานยนต์ขนาดไม่เกิน 300 ซีซี ได้ไม่เกิน 2 คัน หากยังอยู่ระหว่างผ่อนชำระ จากเดิมที่อนุญาตเพียง 1 คัน เพื่อให้สอดคล้องกับชีวิตจริงของครัวเรือนรายได้น้อย โดยเฉพาะครอบครัวที่ต้องใช้รถจักรยานยนต์เพื่อเดินทางไปทำงานหรือประกอบอาชีพ

สำหรับรถสิ้นสภาพ แต่ชื่อยังค้างอยู่ในระบบของกรมการขนส่งทางบกนั้น ประชาชนสามารถแจ้งสำนักงานขนส่งจังหวัด ให้จัดทำบันทึกยืนยันข้อเท็จจริง เพื่อใช้ประกอบการอุทธรณ์ได้ โดยไม่ต้องกังวลว่าจะเสียสิทธิโดยไม่มีช่องทางชี้แจง

นายสิริพงศ์ กล่าวว่า อีกประเด็นที่จะเสนอ คือ การปรับหลักเกณฑ์สำหรับนักเรียนนักศึกษานอกระบบ เช่น สกร. หรืออาชีวศึกษานอกระบบ ไม่ให้ถูกตัดสิทธิโดยพิจารณาเพียงสถานภาพนักศึกษา แต่จะนำองค์ประกอบความเดือดร้อนอื่นมาพิจารณาร่วม เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องลาออกจากระบบการศึกษาเพียงเพื่อรักษาสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

ด้านนายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง กล่าวว่า กรมการปกครอง จะใช้ 3 กลไกหลักสนับสนุนโครงการ ได้แก่ การเร่งประชาสัมพันธ์ให้ผู้ผ่านสิทธิเข้าใจการใช้สิทธิ รวมถึงสิทธิค่าน้ำ-ค่าไฟเพิ่มเติม การชี้แจงขั้นตอนทบทวนสิทธิสำหรับผู้ไม่ผ่านเกณฑ์ และการตั้งศูนย์ประสานงาน One Stop Service ที่อำเภอทั่วประเทศ

โดยกรมการปกครอง พร้อมเป็นเครือข่ายให้ทุกกระทรวงในการตรวจสอบข้อเท็จจริงระดับพื้นที่ เช่น สภาพรถยนต์ที่ใช้งานไม่ได้จริง หรือสถานภาพนักศึกษา เป็นต้น

โดย ฐานิสร์ ทองนอก/ กษมาพร กิตติสัมพันธ์