
สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) บูรณาการหน่วยงานเกาะติดสถานการณ์ฝนและสภาวะเอลนีโญอย่างใกล้ชิด เตรียมปรับแผนการบริหารจัดการน้ำของอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง พร้อมกำชับให้การระบายน้ำเป็นไปตามแผนและไม่ต่ำกว่าเกณฑ์ควบคุม คาดอาจมีพายุพาดผ่าน 1-2 ลูกช่วงเดือนสิงหาคม–ตุลาคม เร่งกักเก็บน้ำไว้ให้ได้มากที่สุดเพื่อรองรับฤดูแล้งที่อาจยาวนาน
นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในฐานะโฆษก สทนช. ด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เปิดเผยว่า สทนช. ได้จัดประชุมคณะทำงานวิเคราะห์สภาพอากาศและคาดการณ์สถานการณ์น้ำ ครั้งที่ 9/2569 ร่วมกับผู้ทรงคุณวุฒิและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พบว่า ในช่วงนี้มรสุมตะวันออกเฉียงใต้จะมีกำลังแรงขึ้นเป็นระยะ ประกอบกับจะมีร่องมรสุมพาดผ่านบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทำให้ประเทศไทยจะมีฝนตกเพิ่มขึ้นในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม-กลางเดือนสิงหาคม โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก ส่วนพายุเขตร้อนที่จะเคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทยคาดว่าจะมี 1-2 ลูก ในช่วงตั้งแต่ดือนสิงหาคม-ตุลาคม ซึ่งจะส่งผลให้มีปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำเพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันประเทศไทยยังอยู่ในสถานการณ์เอลนีโญ ส่งผลให้ในหลายพื้นที่ยังคงมีฝนตกน้อยกว่าค่าเฉลี่ยปกติ และมีปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำต่างๆ น้อยกว่าปีที่ผ่านมา โดยอ่างฯขนาดใหญ่บางแห่งจำเป็นต้องเพิ่มการระบายน้ำเพื่อช่วยเหลือประชาชน เนื่องจากพื้นที่ด้านท้ายอ่างฯ มีปริมาณฝนตกน้อย ซึ่งที่ประชุมมีมติให้กรมชลประทานและการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เร่งปรับแผนการบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง โดยต้องควบคุมระดับน้ำในอ่างฯไม่ให้ต่ำกว่าเกณฑ์ควบคุมระดับน้ำต่ำสุด (Lower Rule Curve) และปรับลดการระบายน้ำให้เหมาะสม เพื่อไม่ให้กระทบต่อกิจกรรมการใช้น้ำในช่วงฤดูฝน และเพื่อสำรองน้ำไว้ใช้อย่างเพียงพอสำหรับช่วงฤดูแล้งถัดไปด้วย
สำหรับสถานการณ์น้ำอ่างฯขนาดใหญ่ทั้ง 35 แห่ง ล่าสุด ณ วันที่ 21 ก.ค. 69 มีปริมาณรวมกัน 39,750 ล้านลูกบาศก์เมตร (ล้าน ลบ.ม.) คิดเป็น 56% ของความจุกักเก็บ ซึ่งน้อยกว่าปี 2568 ประมาณ 2,619 ล้าน ลบ.ม. โดยอ่างฯที่มีปริมาณน้ำค่อนข้างน้อยมีจำนวน 8 แห่ง คือ อ่างฯแควน้อยบำรุงแดน มีปริมาณ 237 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 24% ของความจุกักเก็บ อ่างฯน้ำพุง มีปริมาณ 44 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 26% ของความจุกักเก็บ อ่างฯมูลบน มีปริมาณ 41 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 29% ของความจุกักเก็บ อ่างฯป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาณ 109 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 12% ของความจุกักเก็บ อ่างฯขุนด่านปราการชล มีปริมาณ 66 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 29% ของความจุกักเก็บ อ่างฯคลองสียัด มีปริมาณ 57 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 14 % ของความจุกักเก็บ อ่างฯนฤบดินทรจินดา มีปริมาณ 70 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 24% ของความจุกักเก็บ และอ่างฯปราณบุรี มีปริมาณ 102 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 26% ของความจุกักเก็บ
อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์ปัจจุบัน ปริมาณน้ำต้นทุนที่มีอยู่ประกอบกับผลการคาดการณ์ปริมาณน้ำที่ไหลเข้าอ่างฯ พบว่า จะมีน้ำเพียงพอสำหรับการอุปโภคบริโภค การรักษาระบบนิเวศ และการเกษตรพืชสวนไม้ยืนต้นอย่างแน่นอน โดยต้องควบคุมการบริหารจัดการน้ำที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด สำหรับภาคการเกษตร จะเน้นใช้น้ำฝนเป็นหลักในช่วงฤดูฝน และจะใช้น้ำจากอ่างฯ เฉพาะกรณีที่เกิดภาวะฝนทิ้งช่วง ที่ประชุมได้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องวิเคราะห์และติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยวางแผนและเตรียมพร้อมเครื่องจักรเครื่องมือในการให้ความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที

รองเลขาธิการ สทนช. กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการติดตามสภาวะเอลนีโญล่าสุด ยังเป็นไปตามที่คาดการณ์คือ ในช่วงปลายปีนี้จะทวีความรุนแรงสูงสุด อุณหภูมิจะสูงกว่าค่าปกติ และอาจจะเกิดภาวะแห้งแล้ง สถานการณ์ฝนจะเริ่มตกต่ำกว่าค่าเฉลี่ยตั้งแต่เดือนสิงหาคมเป็นต้นไป โดยในช่วงเดือนธันวาคม ฝนจะต่ำกว่าค่าเฉลี่ยมากที่สุดประมาณ 47% นอกจากนี้
ในบางพื้นที่ยังเกิดภาวะฝนทิ้งช่วง โดยเฉพาะที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ มีปริมาณฝนตกน้อยกว่าค่าเฉลี่ย 120 มม. หรือประมาณ 24% ส่งผลให้อ่างฯที่อยู่ในพื้นที่ทั้งอ่างฯขนาดใหญ่ 1 แห่ง คือ อ่างฯปราณบุรี และอ่างฯขนาดกลาง 8 แห่ง มีปริมาณน้ำอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างน้อย ซึ่งกรมชลประทานได้ลงพื้นที่สร้างความเข้าใจให้กับประชาชนในพื้นที่ดังกล่าวแล้ว โดยกำหนดการจัดรอบเวรการสูบน้ำและขอความร่วมมืองดการสูบน้ำนอกแผน พร้อมจัดเตรียมเครื่องจักรเครื่องมือสนับสนุนในพื้นที่เสี่ยงภัย นอกจากนี้ ได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานปฏิบัติตามมาตรการรับมือฤดูฝนปี 2569 อย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะหน่วยงานที่มีโครงการก่อสร้างต่างๆ ให้เร่งสำรวจและตรวจสอบไม่ให้มีสิ่งกีดขวางทางน้ำหรือกีดขวางช่องทางระบายน้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำและป้องกันการเกิดน้ำท่วมขัง ลดผลกระทบต่อประชาชน




