ตลาดหุ้นลอนดอนปิดบวกในวันพุธ (22 ก.ค.) โดยหุ้นที่เกี่ยวข้องกับสินค้าโภคภัณฑ์เป็นกลุ่มที่ปรับตัวขึ้นโดดเด่น หลังราคาน้ำมันและโลหะปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่นักลงทุนยังจับตาทิศทางการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) และความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยังคงดำเนินอยู่
ดัชนี FTSE 100 [FTSE100.X] ปิดที่ 10,716.97 จุด เพิ่มขึ้น 131.06 จุด หรือ +1.24%
ดัชนี FTSE 100 ปิดเพิ่มขึ้น หลังระหว่างวันแตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 4 เดือน โดยหุ้นกลุ่มเหมืองแร่โลหะมีค่าพุ่งขึ้น 4.5% มากที่สุดในบรรดาหมวดอุตสาหกรรม หลังราคาทองคำแตะระดับสูงสุดในรอบ 2 สัปดาห์ ขณะที่หุ้นกลุ่มเหมืองแร่โลหะอุตสาหกรรมปรับตัวขึ้น 1.9%
หุ้นกลุ่มพลังงานซึ่งมีมูลค่าตลาดสูง ปรับตัวขึ้น 1.4% ตามราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นมากกว่า 3% จากความกังวลที่เพิ่มขึ้นว่า ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ทวีความรุนแรงขึ้น รวมถึงการข่มขู่ของกลุ่มฮูตีในเยเมนซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน อาจส่งผลกระทบต่อเส้นทางลำเลียงพลังงานที่สำคัญ
หุ้นกลุ่มธนาคารของอังกฤษเพิ่มขึ้น 1.7% โดยหุ้น HSBC ซึ่งเป็นบริษัทที่มีมูลค่าตลาดสูงที่สุดของสหราชอาณาจักร ปรับตัวขึ้น 2.1%
อัตราเงินเฟ้อของอังกฤษชะลอตัวลงมากกว่าที่คาดในเดือนที่ผ่านมา หลังสถานการณ์ตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านผ่อนคลายลง ส่งผลให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงลดลง อย่างไรก็ตาม ปัจจัยบวกดังกล่าวอาจเกิดขึ้นเพียงชั่วคราวสำหรับ แอนดี เบอร์แนม นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของอังกฤษ ซึ่งกำลังพยายามลดภาระค่าครองชีพของประชาชน
นักวิเคราะห์จาก Raymond James Wealth Management กล่าวว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (MPC) จะพิจารณาว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปที่ชะลอลงในครั้งนี้ต่ำกว่าที่ BOE เคยคาดการณ์ไว้ที่ 3.1% สำหรับเดือนมิ.ย. ซึ่งถือเป็นสัญญาณบวก ท่ามกลางความไม่แน่นอนว่าราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นจะส่งผ่านไปยังราคาสินค้าและค่าจ้างมากน้อยเพียงใด
BOE มีกำหนดประชุมนโยบายการเงินในสัปดาห์หน้า โดยนักลงทุนในตลาดการเงินส่วนใหญ่คาดว่า ธนาคารกลางจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับเดิม ขณะที่ตลาดยังคาดว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างน้อย 0.25% ภายในเดือนธ.ค. และให้น้ำหนัก 72% ที่จะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้ง
สำหรับหุ้นรายตัวนั้น หุ้น Segro ปรับตัวขึ้น 2.9% หลัง Prologis จากสหรัฐฯ ยื่นข้อเสนอซื้อกิจการครั้งสุดท้ายสำหรับบริษัทเจ้าของคลังสินค้าแห่งนี้
ด้านหุ้น J D Wetherspoon ร่วงลง 4.2% หลังเครือผับรายใหญ่ของอังกฤษเตือนว่ากำไรทั้งปีมีแนวโน้มต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ เนื่องจากยอดขายอ่อนแอลงและต้นทุนที่เพิ่มขึ้น
ขณะที่หุ้นสายการบินต้นทุนต่ำ easyJet ดิ่งลง 11.8% หลังมีรายงานว่า สหภาพยุโรป (EU) กำลังเตรียมทบทวนกฎเกณฑ์การถือครองหุ้นของสายการบิน ซึ่งอาจทำให้การเข้าซื้อกิจการ easyJet โดยบริษัทจากสหรัฐฯ มีความยุ่งยากมากขึ้น
โดย กัลยาณี ชีวะพานิช





