
ในการประชุมสภาฯ ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ เป็นประธาน ได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 วาระ 2-3 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ซึ่งกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาแล้วเสร็จในวาระสอง เป็นวันแรก
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ในฐานะประธานกรรมาธิการพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 กล่าวว่า กมธ.ให้ความสำคัญกับภารกิจการแก้ปัญหาความเดือดร้อนให้กับประชาชน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศให้สามารถรองรับความผันผวนทางเศรษฐกิจ และตอบสนองความท้าทายต่างๆที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว และดำเนินการให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล ยุทธศาสตร์ชาติ แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ตลอดจนคำนึงถึงฐานะการคลัง เสถียรภาพเศรษฐกิจของประเทศ
นายเอกนิติ ระบุว่า เพื่อให้รัฐบาลดำเนินการที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจใน ปี70 ที่ภาวะเศรษฐกิจไม่แน่นอนสูง โดยควรหาแนวทางบริหารความเสี่ยงในโครงการที่มีผลกระทบความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และการบริหารจัดการหนี้สาธาธารณะให้ลดลงระยะยาว เพื่อรักษาพื้นที่ทางการคลังไว้กรณีที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ เพื่อไม่กระทบเสถียภาพการเงินการคลังและวินัยการเงินการคลังของประเทศในอนาคต
รวมถึงต้องทบทวน ปรับลดหน่วยงานที่หมดความจำเป็น มีภารกิจซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่น เพื่อลดภาระงบประมาณภาครัฐ รวมทั้งพิจารณาปรับกฎหมาย และระเบียบที่เกี่ยวข้องให้ครอบคลุมกับแหล่งเงิน หรือเงินนอกงบประมาณ เพื่อให้การพิจารณางบประมาณมีประสิทธิภาพ
ทั้งนี้ นายเอกนิติ กล่าวว่า การพิจารณาของ กมธ. ได้ปรับลด จำนวน 1.1 หมื่นล้านบาท โดยพิจารณาจากความสอดคล้องสถานการณ์ปัจจุบัน รวมถึงเป้าหมายและผลการดำเนินการจริง ความคุ้มค่า ความพร้อมในการดำเนินงาน และศักยภาพใช้จ่ายงบประมาณ รวมถึงให้ความสำคัญกับเงินนอกงบประมาณ หรือรายได้ที่จัดเก็บเองของหน่วยรับงบประมาณ โดยมีข้อมูลประกอบพิจารณา เช่น
1.รายการที่ล่าช้ากว่าแผนที่กำหนดไว้ และคาดว่าไม่สามารถจ่ายเงินไม่ทันในปีงบประมาณ หรือ รายการผูกผันเดิมที่จัดซื้อจัดจ้างต่ำกว่าที่เสนอไว้
2.รายการที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน หรือใช้จ่ายแล้วแต่ไม่เพิ่มประสิทธิภาพประสิทธิภาพการใช้จ่ายงบประมาณ
3.รายการที่สามารถชะลอได้ โดยไม่กระทบการบริการประชาชน หรือทบทวนโครงงการให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนนแปลงเชิงนโนยบาย
4.รายการที่ยกเลิกโครงการ หรือสามารถใช้เงินแหล่งอื่น นอกเหนือจากเงินงบประมาณได้
นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า สำหรับการเพิ่มงบประมาณ ได้พิจารณาตามความเหมาะสมจำเป็นต่อหน่วยงาน ได้แก่
1.งบกลาง เพื่อเงินสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น
2.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในส่วนของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช
3.กระทรวงศึกษาธิการ ในส่วนของสำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา
4.สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อจัดการศึกษาสำหรับเด็กเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร เพื่อสนองงานตามพระราชดำริสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
5.ทุนหมุนเวียน กองทุนหมู่บ้านและชุมชมเมือง และกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสต์ วิจัยและนวัตกรรม
6.หน่วยงานของรัฐสภา
7.หน่วยงานองค์กรอิสระ สำนักงานอัยการสูงสุด
นายเอกนิติ ยืนยันว่า การพิจารณารายละเอียด ปรับลด เพิ่มงบ กมธ. ให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับความพร้อมและศักยภาพของหน่วยงาน ซ้ำซ้อน เป้าหมายดำเนินงาน ผลดำเนินงาน ภารกิจสำคัญเพื่อสนับสนนุนกระตุ้นเศรษฐกิจประเทศ แก้ปัญหาความเป็นอยู่และประโยชน์โดยตรงกับประชาชนเป็นสำคัญ
รวมทั้งสนับสนุนให้เศรษฐกิจเติบโต เข้มแข็งรองรับผลกระทบจากปัจจัยภายในและภายนอก อย่างมีเสถียภาพ และการทำต้องไม่ขัดหรือแย้งกับ รัฐธรรมนูญ กฎหมาย ระเบียบที่เกี่ยข้อง เพื่อให้ทำตามกรอบงบประมาณได้
โดย ฐานิสร์ ทองนอก/รัชดา คงขุนเทียน





