
ท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่านที่ทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา “ภูเขาพิกแอกซ์” (Pickaxe Mountain) ฐานที่มั่นของอิหร่านซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับโรงงานเสริมสมรรถนะยูเรเนียมนาทานซ์ (Natanz) ได้กลายเป็นพื้นที่เผชิญหน้าแห่งใหม่
สหรัฐฯ ส่งสัญญาณโจมตีครั้งใหญ่
ในขณะที่สหรัฐฯ และอิหร่านโจมตีตอบโต้กันต่อเนื่องเป็นเวลาหลายวัน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวเมื่อวันอังคาร (21 ก.ค.) ว่า สหรัฐฯ เตรียมพร้อมที่จะโจมตีภูเขาพิกแอกซ์ “อย่างหนักหน่วงในเร็ว ๆ นี้” หลังหน่วยข่าวกรองอิสราเอลประเมินว่า อิหร่านอาจเคลื่อนย้ายเครื่องหมุนเหวี่ยงเสริมสมรรถนะยูเรเนียมขั้นสูงไปยังฐานที่มั่นใต้ดินแห่งนี้ อย่างไรก็ตาม เมื่อถูกถามว่าอิหร่านทำเช่นนั้นจริงหรือไม่ ทรัมป์กลับตอบว่า สหรัฐฯ ยังไม่มีข้อมูลดังกล่าวในบันทึกอย่างเป็นทางการ
ด้านอิหร่านปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่าสถานที่ดังกล่าวเป็นโรงงานนิวเคลียร์ลับ โดยระบุว่า อิหร่านเคยแจ้งต่อทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ในปี 2563 ว่าเป็นสถานที่ก่อสร้างโรงงานประกอบเครื่องหมุนเหวี่ยงขั้นสูงในอนาคต
กองบัญชาการกลางคาตัม อัล-อันบิยา ซึ่งเป็นกองบัญชาการทหารหลักของอิหร่าน ออกโรงเตือนในวันพุธ (22 ก.ค.) ว่า หากสหรัฐฯ โจมตีโรงงานนิวเคลียร์หรือสถานที่อ่อนไหวอื่น ๆ ของอิหร่าน จะถือเป็นการขยายขอบเขตของความขัดแย้ง และจะนำไปสู่การโจมตีเป้าหมายและผลประโยชน์ของสหรัฐฯ รวมถึงพันธมิตรและประเทศหุ้นส่วนทั่วภูมิภาคตะวันออกกลาง
ในแถลงการณ์อีกฉบับในวันเดียวกัน กองบัญชาการกลางฯ เตือนว่า หากสหรัฐฯ โจมตีโครงสร้างพื้นฐานของอิหร่าน อิหร่านจะขัดขวางการส่งออกน้ำมันทั้งหมดจากเอเชียตะวันตก รวมถึงพุ่งเป้าโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมัน ก๊าซ ไฟฟ้า และเศรษฐกิจทั่วทั้งภูมิภาค
ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า การข่มขู่กันไปมาสะท้อนให้เห็นถึงวงจรของการกดดันและการป้องปรามระหว่างสองฝ่าย พร้อมเตือนว่า หากสถานการณ์ยกระดับมากขึ้น อาจทำให้ความพยายามแก้ไขความขัดแย้งผ่านช่องทางการทูตมีความซับซ้อนยิ่งขึ้น
เหตุใดภูเขาพิกแอกซ์จึงตกเป็นเป้าการโจมตี
ภูเขาพิกแอกซ์ คือฐานที่มั่นใต้ดินที่ตั้งอยู่ในภาคกลางของอิหร่าน ห่างจากโรงงานเสริมสมรรถนะยูเรเนียมนาทานซ์เพียง 2 กิโลเมตร โดยมีรายงานว่า การก่อสร้างฐานใต้ดินดังกล่าวเริ่มขึ้นหลังจากเหตุระเบิดในปี 2563 ซึ่งสร้างความเสียหายให้กับโรงงานประกอบเครื่องหมุนเหวี่ยงขั้นสูงของนาทานซ์ที่ตั้งอยู่เหนือพื้นดิน โดยเจ้าหน้าที่อิหร่านระบุว่า ฐานใต้ดินแห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อปกป้องโครงสร้างพื้นฐานนิวเคลียร์จากการก่อวินาศกรรมหรือการโจมตีทางทหารที่อาจเกิดขึ้น
มอสตาฟา อามิน นักวิจัยชาวอียิปต์ผู้เชี่ยวชาญด้านกิจการอาหรับและระหว่างประเทศ เปิดเผยกับสำนักข่าวซินหัวว่า โครงการดังกล่าวสะท้อนถึงความพยายามของอิหร่านในการยกระดับการป้องกันโครงสร้างพื้นฐานด้านนิวเคลียร์ที่มีความสำคัญ พร้อมกับเสริมว่า จากการประเมินของผู้เชี่ยวชาญด้านนิวเคลียร์และนักวิจัยด้านการไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ ชี้ว่าบางส่วนของฐานแห่งนี้ถูกสร้างลึกลงไปใต้ชั้นหิน พร้อมด้วยโครงสร้างเสริมความแข็งแกร่งหลายชั้น นับเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานด้านนิวเคลียร์ที่อยู่ลึกที่สุดและมีระบบป้องกันแน่นหนาที่สุดเท่าที่มีการเปิดเผยต่อสาธารณะ
การที่นานาชาติไม่สามารถเข้าถึงบางส่วนของฐานที่มั่นได้ ทำให้เกิดการประเมินที่แตกต่างกันเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของสถานที่แห่งนี้ โดยเจ้าหน้าที่จากชาติตะวันตกและอิสราเอลมองว่า ฐานใต้ดินแห่งนี้อาจเอื้อให้อิหร่านสามารถทำกิจกรรมนิวเคลียร์ที่มีความอ่อนไหวได้ อย่างไรก็ตาม อิหร่านยังคงยืนยันว่าโครงการนิวเคลียร์ของประเทศมีเป้าหมายเพื่อสันติ
โจทย์ยากของสหรัฐฯ จะทำลายเป้าหมายได้จริงหรือไม่
แม้สหรัฐฯ ประกาศว่าจะโจมตีภูเขาพิกแอกซ์ แต่ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าสหรัฐฯ จะเผชิญกับอุปสรรคด้านเทคนิคที่สำคัญ โดยอาบู บักร์ อัล-ดีบ ที่ปรึกษาของศูนย์วิจัยและศึกษาด้านอาหรับ ในกรุงไคโร กล่าวว่า ความลึกและโครงสร้างเสริมความแข็งแรงของฐานใต้ดินแห่งนี้จะเป็นความท้าทายอย่างมากสำหรับปฏิบัติการทางทหาร
“เชื่อว่าโถงใต้ดินของฐานแห่งนี้ตั้งอยู่ในระดับความลึกที่อาจท้าทายประสิทธิภาพของอาวุธเจาะทำลายบังเกอร์ใต้ดินแบบทั่วไป รวมถึงระเบิด Massive Ordnance Penetrator” อัล-ดีบ กล่าว พร้อมกับเสริมว่า ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศอาจสร้างความเสียหายต่อทางเข้า ระบบระบายอากาศ และโครงสร้างสนับสนุนต่าง ๆ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถทำลายโครงสร้างหลักที่อยู่ใต้ดินได้
แม้การทำลายภูเขาพิกแอกซ์ให้สิ้นซากทั้งหมดไม่น่าจะเป็นไปได้ แต่หากสหรัฐฯ ตัดสินใจโจมตีสถานที่แห่งนี้จริง ก็จะถือเป็นการยกระดับความขัดแย้งครั้งสำคัญ ท่ามกลางสถานการณ์ที่ตึงเครียดอยู่แล้ว โดยอัล-ดีบเตือนว่า การใช้ปฏิบัติการทางทหารอาจทำให้ความไร้เสถียรภาพขยายวงกว้างออกไปนอกเหนือจากเป้าหมายโดยตรง ซึ่งอาจดึงฝ่ายอื่น ๆ เข้ามามีส่วนร่วมในความขัดแย้ง กระทบเส้นทางการค้าทางทะเล และคุกคามความมั่นคงด้านพลังงานของโลก
ด้านอามินกล่าวเสริมในทิศทางเดียวกันว่า การสร้างแรงกดดันทางทหารอย่างต่อเนื่องอาจบั่นทอนความพยายามทางการทูตในการแก้ไขความขัดแย้งเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน โดยอาจเพิ่มความตึงเครียดในภูมิภาค เพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดการเผชิญหน้าในวงกว้างขึ้น และเป็นอุปสรรคต่อความพยายามระหว่างประเทศในการป้องกันการแพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์
โดย ปรียพรรณ มีสุข/ปนัยดา ปัทมโกวิท





