
น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงหรือเทียบเท่า ครั้งที่ 1/2569 โดยมีปลัดกระทรวง หัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวง และผู้บัญชาการเหล่าทัพเข้าร่วม
นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวขอบคุณหัวหน้าส่วนราชการทุกหน่วยงานที่ร่วมกันแก้ไขปัญหาและรับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ จนผ่านพ้นไปได้อย่างรวดเร็ว พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลมีความเข้มแข็งและมีเสถียรภาพ โดยให้ความสำคัญกับภารกิจและผลประโยชน์ของประเทศและประชาชนเป็นหลัก
“ผมขอยืนยันว่ารัฐบาลชุดนี้เข้มแข็ง มีเสถียรภาพ และเน้นภารกิจหน้าที่เป็นหลัก รัฐบาลจะอยู่ได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับผลงาน เมื่อมอบนโยบายแล้ว ผมติดตามงานอยู่ตลอด และที่ผ่านมาทุกท่านทำได้ดี ทำให้เกิดความเชื่อมั่นอย่างมาก รัฐบาลไม่ได้มองประโยชน์ส่วนตนเหนือประโยชน์ของประเทศและประชาชน” นายกรัฐมนตรี ระบุ
นายกรัฐมนตรี ย้ำว่า ประเทศไทยต้องแสดงศักยภาพต่อประชาคมโลกให้มากขึ้น โดยเฉพาะความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อให้นักลงทุนต่างชาติมองเห็นโอกาสและตัดสินใจลงทุนในประเทศไทย ขณะเดียวกัน หน่วยงานที่ให้บริการประชาชนต้องบูรณาการการทำงาน ลดขั้นตอน และอำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่
สำหรับหน่วยงานที่มีภารกิจเจรจากับต่างประเทศ นายกรัฐมนตรีกำชับให้เตรียมข้อมูลอย่างรอบด้าน ถูกต้อง และทันต่อสถานการณ์ พร้อมขอให้ข้าราชการทุกคนตระหนักว่า การเป็นข้าราชการคือหน้าที่ที่ต้องพร้อมรับผิดชอบต่อประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง
*กำชับประหยัดพลังงาน ติดตามตะวันออกกลาง ป้องกันกักตุนน้ำมัน
นายกรัฐมนตรีสั่งการให้ติดตามสถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด พร้อมชื่นชมการดูแลความมั่นคงทางพลังงานของประเทศให้มีน้ำมันเพียงพอต่อความต้องการ โดยกำชับว่า การปรับราคาน้ำมันต้องสอดคล้องกับสถานการณ์จริง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องสามารถอธิบายเหตุผลต่อประชาชนได้อย่างชัดเจน รวมทั้งเตรียมมาตรการป้องกันการกักตุนน้ำมัน
*เตรียมพร้อมรับมือน้ำท่วม บูรณาการดูแลประชาชนทุกพื้นที่
นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์อุทกภัยอย่างเต็มที่ โดยนำบทเรียนจากเหตุการณ์ที่ผ่านมาเป็นแนวทางในการป้องกันและลดผลกระทบ ทั้งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงคมนาคม และกระทรวงสาธารณสุข
นายกรัฐมนตรียังได้แจ้งต่อที่ประชุมถึงการมอบหมายรองนายกรัฐมนตรีกำกับดูแลพื้นที่แต่ละภาค เพื่อให้การประสานงานและการแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างบูรณาการในทุกมิติ พร้อมอนุมัติงบประมาณกลางเพื่อดูแลและฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานใน 5 จังหวัดภาคใต้
*หนุนสินค้าไทย เพิ่มการวิจัยและพัฒนา
กระทรวงกลาโหมรายงานผลการจัดนิทรรศการอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทย ประจำปี 2569 หรือ Thailand Defence Industry Exhibition 2026 (THAIDEF-EX 2026) ซึ่งมีผู้ประกอบการและผู้เข้าชมกว่า 4,000 คน เกิดการจับคู่ธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการไทยและต่างประเทศมากกว่า 53 คู่ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 500 ล้านบาท
นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ต้องการให้ทุกภาคส่วนเห็นศักยภาพของผู้ผลิตไทย พร้อมขอให้หัวหน้าส่วนราชการให้ความสำคัญกับการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตในประเทศ และสนับสนุนการวิจัยและพัฒนา เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางเทคโนโลยีและสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทย
*ยกระดับความร่วมมือปราบอาชญากรรมข้ามชาติ
สำนักงานตำรวจแห่งชาติรายงานผลการเข้าพบนายกรัฐมนตรีของผู้อำนวยการสำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐอเมริกา หรือ FBI ซึ่งสะท้อนถึงความจริงจังของประเทศไทยในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยทั้งสองฝ่ายพร้อมขยายความร่วมมือด้านการปราบแก๊งสแกมเมอร์ ยาเสพติด และการค้ามนุษย์
สำนักงานตำรวจแห่งชาติยังรายงานการเปิดตัวแอปพลิเคชัน “Police Care ตำรวจห่วงใยประชาชน” ซึ่งรวบรวมบริการของตำรวจไว้ในช่องทางเดียว เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการได้สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การประชุมครั้งนี้สะท้อนแนวทางการทำงานของรัฐบาลที่มุ่งให้ทุกส่วนราชการทำงานเชิงรุก เชื่อมโยงกันเป็นระบบ และวัดผลจากประโยชน์ที่ประชาชนได้รับอย่างเป็นรูปธรรม
โดย ฐานิสร์ ทองนอก/รัชดา คงขุนเทียน





