ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกในวันศุกร์ (24 ก.ค.) โดยได้แรงหนุนจากหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ วัสดุ และหุ้นที่รายงานผลประกอบการแข็งแกร่ง ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดบวกเพียงเล็กน้อย ส่วนดัชนี Nasdaq ปิดลบ จากแรงขายหุ้นกลุ่มชิปและเทคโนโลยี ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับการใช้จ่ายด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก ก่อนการประกาศผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ในสัปดาห์หน้า
- ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ [DJI.X] ปิดที่ 51,947.25 จุด เพิ่มขึ้น 235.60 จุด หรือ +0.46%
- ดัชนี S&P500 [SP500.X] ปิดที่ 7,411.98 จุด เพิ่มขึ้น 3.68 จุด หรือ +0.05%
- ดัชนี Nasdaq [NASDAQ.X] ปิดที่ 24,975.82 จุด ลดลง 161.87 จุด หรือ -0.64%
ตลอดทั้งสัปดาห์ ดัชนีดาวโจนส์ลดลง 0.4% โดยนับเป็นการปรับตัวลงรายสัปดาห์ติดต่อกันเป็นสัปดาห์ที่ 3 ส่วน S&P500 และ Nasdaq ต่างปิดลบเป็นสัปดาห์ที่ 2 ติดต่อกัน โดย S&P500 ลดลง 0.6% และ Nasdaq ลดลง 2%
แรงหนุนสำคัญของตลาดมาจากหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ปรับตัวขึ้นมากที่สุดในดัชนี S&P500 โดยเพิ่มขึ้น 2.4% นำโดยหุ้น Digital Realty Trust ที่พุ่งขึ้น 11% หลังปรับเพิ่มคาดการณ์เงินทุนจากการดำเนินงานตลอดทั้งปี
หุ้นกลุ่มวัสดุปรับตัวขึ้น 1.44% โดยนักลงทุนเข้าซื้อหุ้นกลุ่มกระดาษและบรรจุภัณฑ์ ส่งผลให้หุ้น International Paper พุ่งขึ้น 11.2% มากที่สุดในดัชนี S&P500 ขณะที่หุ้น Smurfit Westrock พุ่งขึ้น 11.1%
นอกจากนี้ หุ้น SLB ยังพุ่งขึ้น 11% หลังบริษัทผู้ให้บริการด้านแหล่งน้ำมันรายงานกำไรไตรมาส 2 สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้
อย่างไรก็ตาม ดัชนี S&P500 ถูกจำกัดการปรับขึ้นจากแรงขายในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี โดยดัชนีหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีใน S&P500 ลดลง 0.88% หลังหุ้นกลุ่มชิปอ่อนตัวลง
บรรดานักลงทุนกำลังจับตาผลประกอบการในสัปดาห์หน้าของบริษัท Microsoft, Amazon.com, Meta และ Apple แต่ความเชื่อมั่นต่อหุ้น AI ลดลง หลัง Alphabet ประกาศเมื่อวันพุธว่าจะเพิ่มงบลงทุนอย่างมาก ส่งผลให้นักลงทุนเริ่มตั้งคำถามว่า การลงทุนด้าน AI มูลค่ามหาศาลจะสร้างผลกำไรได้เมื่อใด และกังวลว่าอุตสาหกรรม AI อาจมีการลงทุนเกินความจำเป็น
แม้ Intel จะคาดการณ์กำไรและรายได้รายไตรมาสสูงกว่าที่วอลล์สตรีทคาดไว้ พร้อมประกาศแผนเพิ่มการใช้จ่ายในช่วง 2 ปีข้างหน้า แต่หุ้นของบริษัทกลับร่วงลง 7.9% ตามทิศทางดัชนี Philadelphia SE Semiconductor ที่ดิ่งลง 4.5%
อีกปัจจัยที่ช่วยประคองบรรยากาศการลงทุนคือ ราคาสัญญาน้ำมันดิบที่ร่วงลง 3% หลังนักลงทุนขายทำกำไรจากการพุ่งขึ้นในช่วง 5 วันที่ผ่านมา และมีรายงานว่าจีนกำลังผลักดันให้มีการรื้อฟื้นการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน แม้ว่าสหรัฐฯ จะยังคงโจมตีเป้าหมายในอิหร่าน หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขู่ใช้มาตรการตอบโต้ทางทหารครั้งใหญ่ต่ออิหร่านและกลุ่มฮูตีในเยเมน
ด้านข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่เผยแพร่ในวันศุกร์แสดงให้เห็นว่า กิจกรรมภาคบริการในเดือนก.ค. เร่งตัวขึ้น โดยได้รับแรงหนุนบางส่วนจากการใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการแข่งขันฟุตบอลโลกและวันชาติสหรัฐฯ ขณะที่การขยายตัวของภาคการผลิตชะลอลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนมี.ค.
นอกจากนี้ รัฐบาลทรัมป์ยังประกาศเรียกเก็บภาษีนำเข้าใหม่ในอัตรา 10% และ 12.5% สำหรับสินค้าจากคู่ค้า 60 ประเทศ โดยอ้างถึงการบังคับใช้มาตรการห้ามใช้แรงงานบังคับที่ไม่เข้มงวด ซึ่งมีขึ้นพร้อมกับการสิ้นสุดของมาตรการภาษีนำเข้าทั่วโลกชั่วคราวในอัตรา 10%
โดย กัลยาณี ชีวะพานิช





