“กรณ์” ผ่าโครงสร้างงบฯ เตือนรัฐบาลหยุดใช้เงินสุรุ่ยสุร่าย ก่อนเสี่ยงวิกฤตการคลัง

นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ร่วมบรรยายในโครงการ DIP16 หัวข้อ “ปัจจัยการเงินที่ส่งผลต่อประเทศ”  ให้กับกลุ่มเยาวชน โดยฉายภาพความท้าทายครั้งใหญ่ของระบบเศรษฐกิจระดับโลกและประเทศไทย พร้อมข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อหาทางออกให้ประเทศ

1. ทุนนิยมเสรีถูกท้าทาย – AI จัดระเบียบสังคมมนุษย์ใหม่

นายกรณ์ ระบุว่า ระบบทุนนิยมเสรีที่เคยขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกหลังสงครามโลกกำลังถูกท้าทายด้วยปัญหาความเหลื่อมล้ำ และผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม ขณะที่ไทยเน้นการทำกำไรโดยขาดกลไกถ่วงดุลและการแข่งขันที่เป็นธรรม

สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบหนักที่สุดต่อ คนรุ่นใหม่ (Gen Z) ที่เผชิญภาวะค่าครองชีพแซงหน้ารายได้ ทั้งต้นทุนการมีบ้าน การหางาน การดูแลพ่อแม่ และการศึกษาของลูก ซ้ำเติมด้วยการเข้ามาของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังจัดระเบียบโครงสร้างสังคมใหม่ ออกเป็น 5 กลุ่ม

1. กลุ่ม 0.01% (ผู้กุมอำนาจเทคโนโลยี): เจ้าของ AI, Data Center และแพลตฟอร์มระดับโลก

2. กลุ่ม 1% (เจ้าของสินทรัพย์เดิม): ผู้ถือครองที่ดิน อสังหาริมทรัพย์ และแบรนด์ใหญ่

3. กลุ่ม 10% (ผู้ประยุกต์ใช้เทคโนโลยี): นำ AI มาเสริมศักยภาพการทำงาน

4. กลุ่ม 20% (ผู้ให้บริการ/ทักษะเฉพาะ): แพทย์ พยาบาล เชฟ นักกีฬา และช่างฝีมือ

5. กลุ่มที่เหลือ (ตกขอบระบบเศรษฐกิจ): ประชาชนส่วนใหญ่ที่ไม่สามารถปรับตัวได้ทัน และต้องรอการช่วยเหลือจากรัฐ

2. โลกเปลี่ยนผ่าน: จากยุคพลังงาน สู่ยุค AI เต็มรูปแบบ

ความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจโลก สะท้อนผ่านมูลค่าบริษัทที่ใหญ่ที่สุด 10 อันดับแรกของโลกในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา

ปี 2006: ขับเคลื่อนด้วยกลุ่มพลังงานและการเงิน (ExxonMobil, Citigroup, Toyota, BP)

 ปี 2026: เปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีและ AI ชัดเจน นำโดย NVIDIA ($5,110B), Apple ($4,631B), Alphabet ($4,332B), Microsoft ($2,860B) และ Amazon ($2,639B)

3. ผ่าโครงสร้างงบแผ่นดินไทย: ข้อจำกัดและภาระการคลัง

นายกรณ์​ กล่าวว่า เมื่อหันกลับมามองประเทศไทย ซ้ำเติมด้วยโครงสร้างประชากร ซึ่งเด็กเกิดน้อย สังคมผู้สูงอายุและความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ยิ่งทำให้งบประมาณแผ่นดินติดล็อก โดย 69% ของงบประมาณ หมดไปกับรายจ่ายประจำและภาระผูกพัน ประกอบด้วย

– งบบุคลากรภาครัฐ (39.5%): เงินเดือน, สวัสดิการ, กบข. และท้องถิ่น

– งบสวัสดิการสังคม (15.0%): บัตรทอง (2.14 แสนล้านบาท), เบี้ยผู้สูงอายุ (1 แสนล้านบาท), งบเรียนฟรี (8 หมื่นล้านบาท) และประกันสังคม (6.5 หมื่นล้านบาท)

– งบชำระหนี้ (12.2%): ดอกเบี้ย 8.2% และเงินต้น 4.0%

ส่วนที่เหลือเป็นรายจ่ายอื่น ๆ 31.0%, งบลงทุนชดเชย 1.9% และรัฐวิสาหกิจ 0.4%

ทั้งนี้ นายกรณ์ เตือนว่า หากรัฐบาลยังคงบริหารงบประมาณอย่างสุรุ่ยสุร่าย ขาดยุทธศาสตร์ระยะยาว เน้นโครงการประชานิยม และปล่อยให้มีการทุจริตเชิงโครงสร้าง รัฐบาลจะเสี่ยงไร้ศักยภาพในการดูแลคนส่วนใหญ่ของประเทศ จึงเสนอ 2 ทางออกสำคัญ คือ 

1. สร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ยกระดับทักษะคน (Reskill/Upskill) พัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีแห่งอนาคตเพื่อหาเงินเข้าประเทศ

2. แก้ไขที่ภาคการเมืองเป็นจุดแรก ปรับบทบาทของรัฐ รื้อโครงสร้างงบประมาณ ใช้เครื่องมือทางการคลังอย่างโปร่งใส และสร้างสวัสดิการที่ลดความเหลื่อมล้ำได้จริง ก่อนวิกฤตการคลังจะสายเกินแก้

โดย ฐานิสร์ ทองนอก