
ดัชนีดาวโจนส์ฟิวเจอร์พุ่งขึ้นกว่า 500 จุด ขานรับการร่วงลงของราคาน้ำมันและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ หลังสหรัฐและอิหร่านยุติการสู้รบในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา
ขณะเดียวกัน นักลงทุนจับตาการประกาศผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ และการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในสัปดาห์นี้
ณ เวลา 19.15 น.ตามเวลาไทย ดัชนีดาวโจนส์ฟิวเจอร์ บวก 573 จุด หรือ 1.10% สู่ระดับ 52,697 จุด
หุ้นกลุ่มพลังงานร่วงลงในการซื้อขายก่อนเปิดตลาด ตามการปรับตัวลงของราคาน้ำมันในตลาดโลก
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐทั้งระยะสั้นและระยะยาวต่างปรับตัวลงในวันนี้ สอดคล้องกับการดิ่งลงของราคาน้ำมัน หลังจากสหรัฐและอิหร่านยุติการสู้รบในตะวันออกกลางในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา
ทั้งนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ซึ่งเป็นอัตราอ้างอิงหลักสำหรับการกำหนดอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อที่อยู่อาศัย สินเชื่อรถยนต์ และหนี้บัตรเครดิต ร่วงลงในวันนี้ เช่นเดียวกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 30 ปี ซึ่งโดยทั่วไปมักตอบสนองต่อเหตุการณ์ด้านภูมิรัฐศาสตร์
ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 2 ปี ซึ่งมักเคลื่อนไหวสอดคล้องกับการตัดสินใจด้านอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ปรับตัวลงสู่ระดับ 4.312%
ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกดิ่งลงอย่างหนัก ล่าสุด ราคาน้ำมันดิบเบรนท์หลุดระดับ 90 ดอลลาร์/บาร์เรล ส่วนราคาน้ำมัน WTI หลุด 84 ดอลลาร์ ขณะที่นักลงทุนคลายความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หลังอิหร่านระบุว่าจะระงับการโจมตีสหรัฐ หากสหรัฐระงับการโจมตีอิหร่าน หลังทั้งสองฝ่ายเกิดการปะทะกันในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา
นักลงทุนจับตาผลประกอบการของบริษัท แอมะซอน, แอปเปิล, เมตา แพลตฟอร์มส์ และไมโครซอฟท์ ในสัปดาห์นี้ ซึ่งอาจจะช่วยคลายความวิตกของนักลงทุนเกี่ยวกับการใช้จ่ายด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) หรืออาจจะยิ่งเพิ่มความกังวลมากขึ้น หลังการเปิดเผยผลประกอบการที่น่าผิดหวังของอัลฟาเบทในสัปดาห์ที่ผ่านมา
ผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่เหล่านี้จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อบริษัทผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์สูงสุดจากกระแสการลงทุนด้าน AI ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว.
นอกจากนี้ นักลงทุนจับตาการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในสัปดาห์นี้ ซึ่งนายเควิน วอร์ช จะทำหน้าที่ประธานการประชุมเป็นครั้งที่ 2 และจะมีการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนหลังเสร็จสิ้นการประชุม โดยนายวอร์ชจะชี้แจงเหตุผลของเฟดในการตัดสินใจกำหนดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งนี้ แต่ไม่มีแนวโน้มส่งสัญญาณทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของเฟดในปีนี้
ล่าสุด FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 66.3% ที่เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 3.50-3.75% ในการประชุมวันที่ 28-29 ก.ค.
นอกจากนี้ นักลงทุนให้น้ำหนัก 79.4% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างน้อย 0.25% สู่ระดับ 3.75-4.00% ในการประชุมเดือนก.ย.
โดย ก้องเกียรติ กอวีรกิติ





