“เท็กซ์ก้า วอลล์”ยื่นไฟลิ่งขาย IPO 55 ล้านหุ้นเข้า SET ใช้ลงทุนขยายธุรกิจ

บมจ. เท็กซ์ก้า วอลล์ (TEXCA) ยื่นแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์และร่างหนังสือชี้ชวนต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนเป็นครั้งแรกจำนวน 55,000,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1.00 บาท และจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยมี บล. ดาโอ (ประเทศไทย) เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน และ ผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้น IPO

เท็กซ์ก้า วอลล์ เดิมชื่อบริษัท ไซมีส อีโคไลท์ จํากัด ดําเนินธุรกิจผลิตและจัดจําหน่ายผนังคอนกรีตมวลเบาสําเร็จรูปผสมเม็ดเซรามิกภายใต้ตราสินค้า “TEXCA WALL” และ “CERA WALL” โดยมีนวัตกรรมหัวใจสำคัญอย่าง “เม็ด TEXCA” ที่ช่วยเพิ่มความแข็งแรง ทนไฟ น้ำหนักเบา และลดขยะงานก่อสร้าง ตอบโจทย์เทรนด์การก่อสร้างสีเขียว (Green Construction) และช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในอุตสาหกรรม

บริษัทมีวัตถุประสงค์ในการระดมทุนเพื่อ ใช้สําหรับการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรเพื่อเพิ่มกําลังการผลิต ใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดําเนินธุรกิจของบริษัทฯ และใช้สําหรับการลงทุนในงานวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์

โครงสร้างการถือหุ้นก่อน IPO กลุ่มครอบครัวอังอติชาติ เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่รวมกัน 79.33% และภายหลัง IPO จะลดเหลือ 62.55% รองลงมาเป็น นายนิรุติ หวังหมู่กลาง ก่อน IPO อยู่ที่ 9.76% จะลดเหลือ 7.69%, นายศรัณย์ สุภัคศรัณย์ จาก 5% เหลือ 3.94% และกลุ่มครอบครัวสุพานิชวรภาชน์ จาก 3.48% เหลือ 2.74%

สำหรับผลการดำเนินงานในปี 68 ที่ผ่านมา TEXCA รายงานรายได้จากการขายและบริการ 825.75 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.99% จากปีก่อนหน้า และมีกำไรสุทธิ 117.14 ล้านบาท เติบโต 31.08% ต่อเนื่องมายังงวด 3 เดือนแรกของปี 69 บริษัทฯ ทำรายได้รวม 191.45 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 24.04 ล้านบาท เติบโต 31.15% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ปัจจัยขับเคลื่อนหลักมาจากการเติบโตของงานโครงการในต่างจังหวัด โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ เช่น จังหวัดภูเก็ต และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตลอดจนการที่ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่เปลี่ยนรูปแบบมาสั่งซื้อสินค้าตรงจากบริษัทฯ มากขึ้น

อย่างไรก็ดี อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) มีแนวโน้มปรับลดลงเล็กน้อยจาก 30.04% ในปี 66 มาอยู่ที่ 28.26% ในปี 68 และอยู่ที่ 27.74% ใน Q1/69 เนื่องจากปัจจัยด้านต้นทุนค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้นจากการขยายพื้นที่ส่งมอบงานไปยังภูมิภาคที่ไกลจากโรงงานในจังหวัดราชบุรี รวมถึงแรงกดดันจากต้นทุนค่าแรงงานขั้นต่ำที่ปรับตัวสูงขึ้น

ในด้านฐานะการเงิน ณ วันที่ 31 มี.ค.69 บริษัทมีสินทรัพย์รวม 962.75 ล้านบาท ส่วนของผู้ถือหุ้น 450.27 ล้านบาท และมีอัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E Ratio) ปรับตัวดีขึ้นเหลือ 1.14 เท่า

ทั้งนี้ บริษัทมีนโยบายจ่ายเงินปันผลในแต่ละปีในอัตราไม่น้อยกว่า 40% ของกําไรสุทธิหลังจากหักภาษีเงินได้นิติบุคคลของ
งบการเงินเฉพาะของบริษัท และหลังหักเงินสํารองตามกฎหมาย และเงินสะสมอื่นๆ ตามที่บริษัทกําหนด