กทม. เคาะกรอบงบปี 70 วงเงิน 9.3 หมื่นลบ. แบกภาระ BTS 6 พันลบ. เร่งโอนคืนรัฐปลดล็อกพัฒนาเมือง

ผู้ว่าฯ กทม. เผยกรอบงบประมาณปี 2570 วงเงิน 93,000 ล้านบาท ต้องแบกภาระจ่ายค่าเดินรถไฟฟ้า BTS สายสีเขียว 6,000 ล้านบาท และเสี่ยงสูญรายได้เกือบ 5,000 ล้านบาทจากมาตรการลดค่าธรรมเนียมโอนอสังหาริมทรัพย์ พร้อมเร่งเดินหน้าโอน BTS คืนรัฐบาลปลดล็อกภาระทางการเงินและคืนงบประมาณกลับมาพัฒนาเมืองได้อย่างเต็มที่

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เปิดเผยถึงกรอบการจัดทำข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ว่า กทม. ได้เสนอกรอบงบประมาณแบบสมดุล (รายรับสอดคล้องกับรายจ่าย) ในวงเงินรวม 93,000 ล้านบาท ซึ่งคาดการณ์ว่าจะจัดเก็บรายได้เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาประมาณ 1,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ โครงสร้างรายรับและแนวทางการใช้จ่ายงบประมาณของ กทม. มีรายละเอียดสำคัญ โดยโครงสร้างรายรับ กทม. (รวมกว่า 122,000 ล้านบาท)

รายได้ของ กทม. แบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก

1. งบประมาณในส่วนของ กทม. เอง (93,000 ล้านบาท) ส่วนที่ กทม. จัดเก็บเอง (ประมาณ 23,000 ล้านบาท) เช่น ภาษีโรงเรือนและที่ดิน และภาษีป้าย ซึ่งในส่วนนี้สามารถจัดเก็บได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ ส่วนที่รัฐบาลจัดเก็บให้ (ประมาณ 70,000 ล้านบาท) เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT), ภาษีอากร, ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ และภาษีป้ายทะเบียนรถ

2. เงินอุดหนุนจากรัฐบาล (ประมาณ 29,000 ล้านบาท) เมื่อรวมงบประมาณของ กทม. (93,000 ล้านบาท) เข้ากับเงินสนับสนุนจากรัฐบาล (29,000 ล้านบาท) จะทำให้ กทม. มีงบประมาณบริหารจัดการภาพรวมอยู่ที่ประมาณ 122,000 ล้านบาท

ส่วนภาระค่าใช้จ่ายสำคัญ และการจัดสรรงบประมาณปีนี้ ผู้ว่าฯ กทม. กล่าวว่า กทม. มีภาระค่าใช้จ่ายสำคัญในการจ่ายค่าเดินรถไฟฟ้า BTS สายสีเขียว เพิ่มขึ้นมาถึง 6,000 ล้านบาท ซึ่งเดิมเคยใช้เงินสะสมจ่ายขาด แต่ตามข้อแนะนำของสภา กทม. ได้นำมาตั้งเป็นงบประมาณรายจ่ายประจำปี ได้แก่ งบประมาณ 5,000 กว่าล้านบาท เป็นการจ่ายส่วนต่างระหว่างรายได้การจัดเก็บค่าโดยสาร กับค่าจ้างเดินรถไฟฟ้า BTS ส่วนต่อขยาย ส่วนที่เหลือเป็นภาระค่าดอกเบี้ยโครงสร้างพื้นฐานที่ต้องชำระคืนกระทรวงการคลัง ส่งผลให้งบประมาณบริหารจัดการคงเหลือจริงอยู่ที่ประมาณ 87,000 ล้านบาท

โดยมีการจัดสรรรายจ่าย ดังนี้ งบลงทุน (ประมาณ 18,000 ล้านบาท) ลดลงจากปีที่แล้วประมาณ 6,000 ล้านบาท เนื่องจากต้องนำไปชดเชยภาระค่าใช้จ่ายข้างต้น งบพัฒนาเส้นเลือดฝอย/ ระดับเขต (ประมาณ 6,600 ล้านบาท) ซึ่งยังคงเน้นย้ำและให้ความสำคัญกับการพัฒนาเส้นเลือดฝอยในระดับพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา สำหรับโครงการขนาดใหญ่ ยังคงดำเนินการต่อเนื่องตามภาระผูกพันเดิม โดยมีการเปิดโครงการใหม่ที่มีภาระผูกพันลดลงเหลือเพียง 14 โครงการ

นอกจากนี้ ปัจจัยภายนอกที่กระทบต่อรายรับ โดยเฉพาะมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนอสังหาริมทรัพย์ของรัฐบาล (เหลือ 0.01% และขยายเพดานราคาเป็น 7 ล้านบาท) ซึ่งอาจทำให้รายได้ของ กทม. หายไปเกือบ 5,000 ล้านบาท โดย กทม. เตรียมเข้าหารือกับรัฐบาลเพื่อหาแนวทางชดเชยต่อไป

*กทม. เตรียมโอน BTS สายสีเขียวให้รัฐบาล ลดภาระในอนาคต มีงบประมาณบริหารจัดการเมืองเพิ่ม

ผู้ว่าฯ กทม. กล่าวถึงการดำเนินการรถไฟฟ้าสายสีเขียวว่า เมื่อประมาณ 2 เดือนที่ผ่านมา มีมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้กทม. โอนรถไฟฟ้าสายสีเขียว ทั้งทรัพย์สินและหนี้สินให้รัฐบาล เพื่อให้การบริหารจัดการระบบตั๋วร่วมและค่าโดยสารได้เป็นอันหนึ่งเดียวกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่กำลังดำเนินการอยู่ คิดว่าตรงนี้เป็นภาระสำคัญ ถ้ากทม. สามารถลดภาระตรงนี้ได้ก็จะทำให้มีเงินกลับมาดูแลประชาชนในมิติอื่นมากขึ้น

ในส่วนของ BTS ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เพราะเงื่อนไขมีอยู่แล้ว แค่เป็นการเปลี่ยนเจ้าของ เงื่อนไขสัญญาไม่น่าจะมีอะไรเปลี่ยนหรือต่างไป ประเด็นสำคัญคือต้องคุยกับรัฐบาลก่อนว่า Book Value (มูลค่าทางบัญชี) หรือมูลค่าจริง ๆ เป็นเท่าไหร่ รัฐบาลได้รถไฟฟ้าไป 1 เส้น คงต้องมีการคุยว่าจะชดเชยให้ กทม. อย่างไร

“นี่เป็นสิ่งที่ดี ช่วยให้กทม. ลดภาระในอนาคตได้ เรื่องค่าโดยสารที่กำลังมีปัญหาอยู่ กทม. ไม่สามารถเอาภาพรวมทั้งหมดมาจ่ายเส้นเดียวได้ ทำให้ลดภาระเรื่องส่วนต่าง ขณะเดียวกัน ก็จะมีเงินกลับมาเพื่อไปพัฒนาส่วนอื่นของกทม. ด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องรีบดำเนินการ แต่สุดท้ายก็ต้องมาหารือกับสภากทม. เพราะเป็นทรัพย์สินขนาดใหญ่”นายชัชชาติ กล่าว

สำหรับค่าก่อสร้างที่ค้างอยู่คงไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะรวมอยู่กับ Book Value อยู่แล้ว น่าจะชำระหักหนี้ไป เพราะถ้าโอนกลับไปก็เป็นของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) แต่มูลค่าปัจจุบันจะตีมูลค่าเท่าไหร่ เพราะหลังปี 2572 รายได้จะกลายเป็นของ กทม. 100% ต้องดูว่ามูลค่าในอนาคตเป็นเท่าไหร่ ทรัพย์สินเท่าไหร่ กทม. ได้จ่ายเงินไปบางส่วนทั้งค่ารถ ค่าดำเนินการตลอดเวลาสัมปทานต้องดูว่ามูลค่าเท่าไหร่ ตอนนี้มีการตีมูลค่าอยู่แล้ว ซึ่งอยู่ในกระบวนการต่อรอง

โดย ฐานิสร์ ทองนอก/ ปภัสสร องค์พิเชฐเมธา