หุ้นไทยคัมแบ็ก! FETCO ชี้เป้าปีนี้ 1,700 จุด Fund Flow ไหลเข้าต่อเนื่อง ดัชนีเชื่อมั่น”ร้อนแรง”

FETCO มองหุ้นไทยเข้าสู่ภาวะกระทิง 1-2 ปี ปี 69 มีลุ้นแตะ 1,700 จุด รับอานิสงส์ Fund Flow ไหลเข้าต่อเนื่อง FDI หนุน กำไรบจ.แข็งแกร่งต่อเนื่อง ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนขยับขึ้นเกณฑ์ “ร้อนแรง” ชูกลุ่มธนาคารน่าสนใจ

นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เปิดเผยว่าตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มอยู่ในภาวะขึ้นต่อเนื่องในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า โดยมองว่าปีนี้มีโอกาสเห็นดัชนีแตะระดับ 1,700 จุด แม้มีความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนสงครามในตะวันออกกลาง และภาษีการค้ารอบใหม่ แต่ยังมีแรงหนุนทั้งจากปัจจัยภายนอกและปัจจัยในประเทศ รวมทั้งกระแสเงินทุนต่างชาติที่ยังมีแนวโน้มไหลเข้าต่อเนื่อง

สำหรับปัจจัยสนับสนุนหุ้นไทย ได้แก่ เศรษฐกิจโลกยังเติบโตได้ แม้มีประเด็นความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่ยังไม่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจ อีกทั้งไทยยังได้รับประโยชน์จากการกระจายความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ เนื่องจากไทยมีความเป็นกลางทางภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้เป็นจุดหมายสำคัญของของ FDI (Forign Direct Investment) ซึ่งการลงทุนจาก FDI จะเป็นเครื่องยนต์ใหม่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโต อย่างไรก็ตามอาจยังไม่เห็นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจแรงมาก เนื่องจากการลงทุน FDI ต้องใช้เวลา นอกจากนี้กำไรบริษัทจดทะเบียนกลับมาเติบโตต่อเนื่อง โดยนักวิเคราะห์คาดกำไรเติบโตเฉลี่ย 8-10% ต่อปีในช่วง 3 ปีข้างหน้า

นอกจากนี้กระแสเงินทุนต่างชาติ (Fundflow) ยังมีแนวโน้มไหลเข้าต่อเนื่อง หลังจากช่วง 10 ปีที่ผ่านมา Fund Flow ไหลออก 761,310 ล้านบาท ขณะที่ครึ่งปีแรกต่างชาติซื้อสุทธิ 75,934 ล้านบาท ยังมีโอกาสที่ Fund Flow จะไหลเข้าอีกมาก ด้าน Valuation หุ้นไทยยังอยู่ในระดับที่น่าสนใจ หากตัด DELTA ที่ราคาผันผวนบางช่วง P/E หุ้นไทยอยู่ที่ 13.3 เท่า เทียบกับภูมิภาคยังถือว่าไม่แพงมาก หรือ Valuation ไม่ได้อยู่ในระดับที่น่ากังวล อีกทั้งมีโครงการ Jump+ ซึ่งเป็นหนึ่งปัจจัยหนุนมูลค่าหุ้นไทยในระยะยาว โดยยังมีหุ้นใน SET กว่า 470 บริษัท หรือคิดเป็น 61% ที่ยังซื้อขายต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี (Book Value) โครงการ Jump+ จึงจะเข้ามาช่วยสร้างความโปร่งใสและแผนงานที่ชัดเจน เพื่อให้นักลงทุนเห็นมูลค่าที่ซ่อนอยู่ของบริษัทเหล่านี้

สำหรับความคืบหน้าโครงการ TISA วัตถุประสงค์เปลี่ยนไปจากเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ซึ่งตอนดัชนี 1,200 จุดจึงต้องการแรงกระตุ้น แต่ปัจจุบันดัชนี 1,600 จุดแล้ว สิ่งที่ต้องการคือสภาพคล่องไหลเข้าต่อเนื่อง และต้องการประคองตลาดไม่ให้ทรุดกลับไปที่เดิม โดยวัตถุประสงค์หลักในปัจจุบันเน้นไปที่การสร้างวินัยการออมระยะยาวมากกว่าการสร้างแรงกระแสชั่วคราว พร้อมชูข้อดีว่าเป็นโครงการถาวร ไม่ต้องขอต่ออายุทุก 5 ปี เหมือนค่าลดหย่อนภาษีทั่วไป ส่วนวงเงินลดหย่อนที่อาจปรับลดลงมาเหลือ 600,000 บาทตามกระแสข่าวนั้นนั้น นายไพบูลย์ระบุว่ายังต้องติดตามรายละเอียดความชัดเจนว่าจะเป็นอย่างไร แต่เชื่อว่าวงเงินปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ในอนาคต

ความกังวลเรื่อง TSD ข้อมูลรั่วไหลในช่วงที่ผ่านมาไม่ได้กระทบต่อ Sentiment ตลาดหุ้นอย่างที่กังวล เนื่องจากระบบตรวจพบได้เร็วและจำกัดวงความเสียหายได้ทัน อย่างไรก็ตาม ได้เน้นย้ำให้ทุกองค์กรในตลาดทุนยกระดับการป้องกัน Cyber Attack ที่มีความพยายามโจมตีอยู่ตลอดเวลา ด้าน ผลกระทบหุ้นเทคฯ สหรัฐฯ ร่วง นายไพบูลย์มองว่าผลกระทบต่อไทยมีจำกัด เนื่องจากบริษัทในไทยส่วนใหญ่เป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนกลางน้ำและปลายน้ำ ซึ่งยังเป็นที่ต้องการใน Value Chain ของอุตสาหกรรมชิปและ Data Center ที่ยังต้องเดินหน้าต่อ

สำหรับหุ้นไทย กลุ่มที่น่าลงทุน ได้แก่

  1. กลุ่มพลังงาน เนื่องจากความต้องการพลังงานโลกยังเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะจาก AI และภาคอุตสาหกรรม ความมั่นคงทางพลังงานเป็นวาระสำคัญของทุกประเทศ และการลงทุนในพลังงานทั้งแบบดั้งเดิมและสะอาดเพิ่มขึ้นทั่วโลก
  2. กลุ่มธนาคาร เศรษฐกิจไทยทยอยฟื้นตัว หนุนคุณภาพสินทรัพย์และการเติบโตของสินเชื่อ ฐานเงินทุนแข็งแกร่ง รองรับการขยายธุรกิจในระยะยาว และผลตอบแทนเงินปันผลสูง
  3. กลุ่มสื่อสาร และ Digital infrastructure เนื่องจาก AI และ Cloud หนุนความต้องการ data center และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ยังมีแนวโน้มเติบโตระยะยาว
  4. กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม ได้ประโยชน์จากกระแสการย้ายฐานการผลิตและการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI)
  5. กลุ่มท่องเที่ยวและค้าปลีก จากนักท่องเที่ยวต่างชาติเริ่มฟื้นตัว ได้ประโยชน์จากมาตรการส่งเสริมการท่องที่ยวของภาครัฐ
  6. หุ้นที่ได้ประโยชน์จาก Value Up / Jump+ บริษัทที่มีศักยภาพในการเพิ่มประสิทธิภาพและโครงสร้างธุรกิจ มีเงินสดแข็งแกร่ง และจ่ายผลตอบแทนที่น่าสนใจ

นายไพบูลย์ เปิดเผยถึง ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index) ผลสำรวจในเดือนกรกฎาคม 2569 (สำรวจระหว่างวันที่ 20-31 กรกฎาคม 2569)  พบว่า “ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index: ICI) ในอีก 3 เดือนข้างหน้าอยู่ในเกณฑ์ “ร้อนแรง” ที่ระดับ 146.72 นักลงทุนมองว่า การไหลเข้าของเงินทุน เป็นปัจจัยหนุนความเชื่อมั่นมากที่สุด รองลงมาคือมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ  และผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน ปัจจัยที่ฉุดความเชื่อมั่นนักลงทุนมากที่สุด ได้แก่ สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ รองลงมาคือ ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน และสถานการณ์การเมืองในประเทศ

*ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน 3 เดือนข้างหน้าร้อนแรง!

ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index) สำรวจในเดือนกรกฎาคม 2569 ได้ผลสำรวจโดยสรุป ดังนี้

  • ดัชนีความเชื่อมั่นรวมทุกกลุ่มนักลงทุนในอีก 3 เดือนข้างหน้า (ตุลาคม 2569) อยู่ในเกณฑ์ “ร้อนแรง” (ช่วงค่าดัชนี 120-159) ที่ระดับ 146.72
  • ความเชื่อมั่นกลุ่มนักลงทุนบุคคลอยู่ในเกณฑ์ “ทรงตัว” กลุ่มนักลงทุนสถาบันอยู่ในเกณฑ์ “ร้อนแรง” ในขณะที่ความเชื่อมั่นกลุ่มบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ และกลุ่มนักลงทุนต่างประเทศอยู่ในเกณฑ์ “ร้อนแรงอย่างมาก”
  • หมวดธุรกิจที่น่าสนใจมากที่สุด คือ หมวดธนาคาร (BANK)
  • หมวดธุรกิจที่ไม่น่าสนใจมากที่สุด คือ หมวดพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ (PROP)
  • ปัจจัยหนุนที่มีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นไทยมากที่สุด คือ การไหลเข้าของเงินทุน
  • ปัจจัยฉุดที่มีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นไทยมากที่สุด คือ สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ

ผลสำรวจ ณ เดือนกรกฎาคม 2569 รายกลุ่มนักลงทุน พบว่า ความเชื่อมั่นกลุ่มนักลงทุนบุคคล ปรับเพิ่ม 11.9% อยู่ที่ระดับ 119.49 กลุ่มบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ปรับเพิ่ม 25.0% อยู่ที่ระดับ 166.67 กลุ่มนักลงทุนสถาบันในประเทศปรับลด 1.8% อยู่ที่ระดับ 126.32 และกลุ่มนักลงทุนต่างประเทศปรับเพิ่ม 25.0% อยู่ที่ระดับ 166.67

ในเดือนกรกฎาคม 2569 SET Index ปรับตัวขึ้นเกือบตลอดเดือน ก่อนเผชิญแรงขายในช่วงปลายเดือน โดยได้รับแรงหนุนจากกระแสเงินทุนต่างชาติที่กลับเข้าสู่ตลาดหุ้นไทย และมุมมองเชิงบวกของนักลงทุนต่างชาติต่อแนวโน้มเศรษฐกิจไทย จากความคาดหวังต่อเสถียรภาพและความต่อเนื่องของนโยบาย และการฟื้นตัวของภาคส่งออก 

อย่างไรก็ดี ตลาดยังมีความผันผวนจากความกังวลต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ Fed ในระยะต่อไป ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าสหรัฐฯ ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง รวมถึงแรงขายในหุ้นขนาดใหญ่ภายหลังบริษัทจดทะเบียนประกาศผลประกอบการไตรมาส 2/69 โดย SET Index ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม 2569 ปิดที่ 1,623.64 ปรับตัวเพิ่ม 2.04% จากเดือนก่อนหน้า ปริมาณซื้อขายเฉลี่ยต่อวันในเดือนกรกฎาคม 2569 อยู่ที่ 87,397 ล้านบาท นักลงทุนต่างชาติ ซื้อสุทธิ 48,864 ล้านบาท โดยตั้งแต่ต้นปี นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิรวมในตลาดหลักทรัพย์ฯ 75,864 ล้านบาท

ปัจจัยในประเทศที่ต้องติดตาม ได้แก่ แนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย หลังกระทรวงการคลังปรับเพิ่มประมาณการ GDP ปี 2569 เป็น 2.5% จากแรงหนุนของการส่งออกและการลงทุน ความต่อเนื่องของการลงทุนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ แนวโน้มภาคการท่องเที่ยวในช่วงครึ่งหลังของปี รวมถึงผลประกอบการไตรมาส 2/69 ของบริษัทจดทะเบียนที่ทยอยประกาศ

ในด้านปัจจัยต่างประเทศ นักลงทุนติดตามความไม่แน่นอนของนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) หลังการประชุมล่าสุดที่ยังคงส่งสัญญาณระมัดระวังต่อความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ ความผันผวนของราคาน้ำมันจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง ซึ่งอาจส่งผลต่อกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายและความผันผวนของตลาดการเงิน รวมถึงความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าสหรัฐฯ โดยเฉพาะมาตรการภาษีนำเข้าต่อสินค้าไทยในอัตรา 12.5% ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางการส่งออกและความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในระยะต่อไป

โดย วรินทร ศิรินอก