
นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย แถลงภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2568 ครั้งที่ 4/2569 ว่า วันนี้เป็นการประชุมครั้งสุดท้ายในการตรวจตรวจสอบเอกสารและหลักฐาน ซึ่งหลังจากนี้ ที่ประชุมจะส่งรายงานและปรับปรุงข้อเสนอแนะ ก่อนที่จะนำเสนอให้นายกรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาสั่งการต่อไป
พร้อมย้ำว่า เรื่องนี้คณะกรรมการฯ ได้ทำข้อเท็จจริงให้ปรากฏแล้วว่ากระบวนการที่เกี่ยวข้องมีอะไรบ้าง และมีขั้นตอนใดบ้างที่มีข้อบกพร่อง ซึ่งจะพบข้อบกพร่องในเกือบทุกขั้นตอน อีกทั้งยังมีหน่วยงานและผู้ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงบุคคลภายนอกเข้ามามีส่วนร่วมเป็นจำนวนมาก ซึ่งมีมากกว่า 100 คน
ส่วนเรื่องการดำเนินคดีอาญา คดีทุจริต และคดีแพ่งกับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดนั้น นายปกรณ์ กล่าวว่า จะดำเนินการไปตามลำดับ เพราะกรณีนี้จะเป็นสารตั้งต้นที่จะบอกว่ากระบวนการมีข้อบกพร่องอะไรบ้าง และควรจะดำเนินการอย่างไรต่อ เพื่อให้นายกรัฐมนตรีมีข้อสั่งการออกมา
ส่วนกรณีที่ประกาศผลสอบไปแล้วนั้น รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่า กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น จะรับไปดำเนินการต่อ พร้อมยอมรับว่า กรณีดังกล่าวมีการพาดพิงถึงข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ด้วย รวมถึงมีบุคคลภายนอกเข้ามาเกี่ยวข้องหลายคน ส่วนทางคู่สัญญาก็มีปัญหาบางประเด็นที่จะต้องไปดำเนินการทางแพ่งเรื่องสัญญา เพราะเรื่องดังกล่าวเกิดความเสียหายต่อรัฐเป็นอย่างมาก
พร้อมระบุว่า กรณีดังกล่าวควรจะต้องมีการสอบใหม่ทั้งหมด เพราะถือเป็นความรับผิดชอบขององค์กร แต่กลับปล่อยให้มีข้อบกพร่องและนำมาสู่เหตุการณ์เช่นนี้ ดังนั้น กระทรวงมหาดไทยคงจะไปดำเนินการต่อ และพิสูจน์เจตนาเป็นรายบุคคล ก่อนทิ้งท้ายว่า “เรื่องนี้หนังยาว ไม่จบง่าย แต่ต้องจบ”

ด้าน พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) กล่าวว่า จากการตรวจสอบ ได้พบความผิดปกติในเรื่องการขออัตรา และเกี่ยวพันกับตัวเลขการรับรอง และการบรรจุ ซึ่งมีปริมาณมากกว่าการขออัตรา โดยจะทำเป็นข้อสังเกตเสนอแนะต่อนายกรัฐมนตรีในเรื่องการพิจารณากรอบอัตรา
ส่วนการตรวจสอบข้อเท็จจริง ได้มีการตรวจสอบดูว่าตั้งแต่ก่อนสอบ ระหว่างสอบ และหลังสอบ มีอะไรที่เป็นข้อบกพร่อง หรือ เป็นจุดผิดสังเกตที่นำไปสู่การทุจริตได้ โดยก่อนการสอบได้พิจารณาข้อมูลที่ได้มาจากการดูเอกสาร และเรียกผู้เกี่ยวข้องเข้ามาสอบปากคำ รวมถึงทีโออาร์ที่ออกมาว่าปฏิบัติถูกต้อง หรือเอื้ออะไรหรือไม่
ขณะที่ระหว่างสอบก็มีการคุมสอบ การแบ่งศูนย์สอบ แต่ช่วงที่สำคัญ คือ หลังการสอบ ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าช่วงหลังการสอบมีประเด็นเรื่องการแก้ไขคะแนน การประกาศรับรองบุคคลที่ผ่านการสอบ ซึ่งมีการแก้ไขทั้งจำนวน และมีความผิดปกติของใบคะแนน ดังนั้นสิ่งที่ได้ข้อเท็จจริงมาได้ข้อยุติทั้งหมดในเบื้องต้น และจะทำข้อเสนอแนะต่อนายกรัฐมนตรี ทั้งเรื่องของตัวบุคคลที่เข้าข่ายอาจต้องถูกดำเนินคดี ทั้งแพ่ง อาญา วินัย และจริยธรรม ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องต่อยอดในส่วนราชการที่เกี่ยวข้องต่อไป เพราะคณะกรรมการไม่ได้มีหน้าที่ในเรื่องนี้
ส่วนการปรับปรุงทบทวนองค์คณะ หรือวิธีการทั้งหมดนั้น ผบ.ตร. กล่าวว่า จะเสนอว่าจะให้ส่วนราชการใดรับเรื่องใดไปทำ เช่น กระทรวงมหาดไทย กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น สำนักงาน กพ. ขณะที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ปปท.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) จะเดินในมิติของการดำเนินคดีอย่างไร ถือเป็นบทสรุปที่ได้จัดทำเสนอต่อคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งได้รับความคิดเห็นและจะต้องปรับรายละเอียดอีกเล็กน้อย คาดใช้เวลา 1 – 2 วัน ก่อนจะนำเสนอประธาน และคณะกรรมการตรวจสอบอีกครั้ง แเละรายงานต่อนายกรัฐมนตรี
โดย ฐานิสร์ ทองนอก/ กษมาพร กิตติสัมพันธ์





