In Focus: 3 ยักษ์ใหญ่เทคฯ สหรัฐประกาศงบ สะท้อนหมดยุค “ขายฝัน AI” ตลาดคัดเกรดเฉพาะหุ้นกำไรจริง

ตลอดสามปีที่ผ่านมา ปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ถือเป็นธีมการลงทุนหลักที่ชี้นำตลาดการเงินทั่วโลก โดยนับตั้งแต่การแจ้งเกิดของเจเนอเรทีฟ เอไอ (Generative AI) ช่วงปลายปี 2565 นักลงทุนต่างทุ่มเงินให้กับบริษัทผู้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ซอฟต์แวร์ และกำลังการประมวลผลเพื่อรองรับเทคโนโลยีนี้ ส่งผลให้บริษัทที่ออกมาประกาศกลยุทธ์ AI อันทะเยอทะยาน มักได้รับการประเมินมูลค่าหุ้นสูงลิ่ว โดยที่นักลงทุนพร้อมใจกันมองข้ามต้นทุนมหาศาลที่ใช้ในการพัฒนาศักยภาพด้าน AI

อย่างไรก็ดี ผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีบางแห่งที่ได้รับการเปิดเผยในสัปดาห์นี้ กำลังสะท้อนว่าเรื่องราวการลงทุนในหุ้น AI กำลังก้าวเข้าสู่เฟสใหม่

สามบริษัทเทคโนโลยีในวงการ AI ที่ถูกจับตามองมากเป็นอันดับต้น ๆ ได้ประกาศผลประกอบการออกมาแล้วในสัปดาห์นี้ โดยพาลันเทียร์ (Palantir) บริษัทซอฟต์แวร์ของสหรัฐฯ ประเดิมรายงานงบเมื่อวันจันทร์ (3 ส.ค.) ตามมาด้วยแอดวานซ์ ไมโคร ดีไวเซส หรือเอเอ็มดี (AMD) บริษัทชิปยักษ์ใหญ่จากสหรัฐฯ และสเปซเอ็กซ์ (SpaceX) บริษัทด้านอวกาศของอีลอน มัสก์

ทั้งสามบริษัททำผลงานทะลุเป้าที่ตลาดได้คาดการณ์เอาไว้ และบางแห่งทำผลงานได้ดีกว่าคาดอย่างมาก แต่กลับมีบริษัทเดียวเท่านั้นที่ราคาหุ้นขยับขึ้นตอบรับข่าวดี

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนว่า นักลงทุนไม่ได้ตื่นเต้นกับแค่ความทะเยอทะยานในเรื่อง AI อีกต่อไป แต่เริ่มมองหาหลักฐานที่จับต้องได้ว่า เงินลงทุนใน AI จะสามารถต่อยอดเป็นรายได้ที่ยั่งยืน เพิ่มความสามารถในการทำกำไร และสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในระยะยาวได้จริงหรือไม่

สิ่งนี้ไม่ได้หมายความว่ากระแส AI บูมกำลังจะจบลง หากแต่เป็นสัญญาณเตือนว่าตลาดกำลังเติบโตและเข้าสู่ความเป็นจริงมากขึ้น

พาลันเทียร์โชว์ฟอร์มแกร่ง พิสูจน์ AI สร้างรายได้จริง – ตลาดขานรับชัดเจน

พาลันเทียร์ประเดิมรายงานผลประกอบการเป็นรายแรกในสัปดาห์นี้ โดยรายได้ในไตรมาส 2/2569 พุ่งขึ้น 93% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แตะหลัก 1.94 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ แซงตัวเลขที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ประมาณ 1.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐอย่างสบาย ๆ ขณะที่รายได้จากภาคเอกชนในสหรัฐฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 149% จากการที่กลุ่มลูกค้าองค์กรเริ่มขยับจากการทดลองใช้โครงการนำร่อง ไปสู่การนำแพลตฟอร์ม AI มาใช้จริง

นอกจากนี้ พาลันเทียร์ยังได้ปรับเพิ่มประมาณการรายได้ตลอดทั้งปีขึ้นอีกราว 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยอเล็กซ์ คาร์ป ซีอีโอของพาลันเทียร์ ยกให้ผลงานในไตรมาสนี้ยอดเยี่ยมเกินคาด พร้อมสะกิดให้นักลงทุนเลิกยึดติดกับตัวเลขคาดการณ์เฉลี่ยของตลาดได้แล้ว

ด้านตลาดหุ้นก็ขานรับในทิศทางเดียวกัน ส่งผลให้ราคาหุ้นพาลันเทียร์พุ่งขึ้นเกือบ 30% ในการซื้อขายวันถัดมา ซึ่งถือว่าสูงมากสำหรับหุ้นที่ถูกตั้งราคาไว้บนความคาดหวังที่สูงลิ่วอยู่แล้ว

พาลันเทียร์ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า เทคโนโลยี AI สามารถสร้างรายได้ประจำให้บริษัทฯ ได้แล้วในปัจจุบัน โดยเมื่อเทียบกับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI ขนาดใหญ่ที่อาจต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าที่จะคืนทุนแล้ว ซอฟต์แวร์ AI สำหรับองค์กรสามารถสร้างผลประโยชน์ทางการเงินที่วัดผลได้ชัดเจนแทบจะทันที

การที่หุ้นพาลันเทียร์พุ่งแรงในอัตราเลขสองหลักแสดงให้เห็นว่า นักลงทุนเริ่มให้คุณค่ากับบริษัทที่สามารถเปลี่ยน AI เป็นเงินสดได้ในวันนี้ มากกว่าบริษัทที่พึ่งพาเพียงแค่ศักยภาพในอนาคตแต่เพียงอย่างเดียว

เอเอ็มดีกำไรโตทะลุเป้า รายได้ศูนย์ข้อมูลพุ่งกว่าเท่าตัว แต่หุ้นร่วงแรง 8%

ทว่าวันถัดมาเรื่องราวกลับต่างกันออกไปสำหรับเอเอ็มดี ซึ่งกวาดรายได้ไปประมาณ 1.15 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 50% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยรายได้จากกลุ่มศูนย์ข้อมูล ซึ่งเป็นตัวเลขที่สำคัญที่สุดเพื่อใช้วัดกระแส AI พุ่งขึ้นถึง 107% สู่ระดับ 6.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ด้านกำไรต่อหุ้นที่ปรับปรุงแล้วอยู่ที่ 1.66 ดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 1.61 ดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ผู้บริหารประเมินรายได้ในไตรมาสถัดไปไว้ที่ราว 1.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสูงกว่าตัวเลขที่นักวิเคราะห์คาดการณ์เอาไว้ ทั้งยังได้แสดงความเชื่อมั่นในเรื่องความต้องการชิปเซิร์ฟเวอร์ตระกูล Epyc และชิปเร่งความเร็ว AI ตระกูล Instinct ด้วย

หากประเมินกันตามมาตรฐานทั่วไป ตัวเลขดังกล่าวนับเป็นผลประกอบการที่แข็งแกร่ง ส่วนแนวโน้มธุรกิจก็ดูสดใส แต่ราคาหุ้นกลับร่วงแรงกว่า 8% เพราะตลาดกลับไปโฟกัสในเรื่องอัตรากำไร อำนาจในการกำหนดราคา การแข่งขัน และความต้องการใช้เงินทุนในอนาคต

สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า ความคาดหวังของนักลงทุนได้เปลี่ยนไปแล้ว โดยในช่วงแรกที่กระแส AI เริ่มจุดติด รายได้ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดมักจะมีน้ำหนักมากพอที่จะกลบความกังวลเรื่องต้นทุนไปได้ แต่วันนี้ นักลงทุนคาดหวังให้บริษัทเทคโนโลยีไม่เพียงต้องเติบโตอย่างรวดเร็วเท่านั้น แต่ยังต้องพิสูจน์ให้เห็นด้วยว่า การเติบโตนั้นจะยั่งยืน โดยไม่บั่นทอนความสามารถในการทำกำไร การทำผลงานได้เพียงแค่ “ตามคาด” จึงไม่เพียงพออีกต่อไป แต่บริษัทเหล่านี้ต้องแสดงให้เห็นว่า เงินลงทุนใน AI สามารถสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้อย่างแท้จริง

สเปซเอ็กซ์เปิดงบครั้งแรกหลัง IPO ด่านวัดความเชื่อมั่นนักลงทุน

รายงานผลประกอบการที่ถูกมองว่ามีความสำคัญที่สุดในบรรดาสามบริษัท คือรายงานงบการเงินไตรมาสแรกของสเปซเอ็กซ์ในฐานะบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ หลังจากเพิ่งเสนอขายหุ้น IPO ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ไปได้ราวสองเดือน

หากดูเพียงตัวเลขบรรทัดแรกก็ถือว่าออกมาน่าประทับใจ โดยรายได้ไตรมาสนี้อยู่ที่ 7.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นถึง 92% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ราว 6.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ธุรกิจฝั่ง AI ซึ่งถูกผนวกรวมเข้ามาหลังสเปซเอ็กซ์เข้าซื้อกิจการเอ็กซ์เอไอ (xAI) ด้วยวิธีแลกหุ้นทั้งหมดเมื่อช่วงต้นปี 2569 ก็ทะยานขึ้นถึง 247% แตะ 2.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ด้านผู้บริหารยังได้แสดงความมั่นใจในเรื่องเป้าหมายรายได้ต่อปีที่ระดับ 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐภายในสิ้นปี 2569 ด้วย

แต่สิ่งที่นักลงทุนให้ความสนใจเป็นพิเศษกลับเป็นตัวเลขงบลงทุน (Capex) ที่สูงถึงราว 1.84 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเป็นงบเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านระบบประมวลผล AI ไปเกือบ 1.6 หมื่นล้านดอลลาร์ พุ่งสูงกว่าที่นักวิเคราะห์เคยคาดการณ์ไว้ที่ 1.32 หมื่นล้านดอลลาร์อย่างมาก และทิ้งห่างจากงบลงทุนในไตรมาสแรกที่ 1.01 หมื่นล้านดอลลาร์ ส่งผลให้ราคาหุ้นสเปซเอ็กซ์ร่วงหนัก 8-9% ในการซื้อขายนอกเวลาทำการทันทีที่ตัวเลขงบลงทุนถูกเปิดเผยออกมา

นอกเหนือจากผลประกอบการแล้ว สิ่งที่ทำให้สัปดาห์นี้มีความสำคัญเป็นพิเศษสำหรับสเปซเอ็กซ์ คือการที่ระยะเวลาห้ามขายหุ้นของคนในจะสิ้นสุดลง โดยภายใต้เงื่อนไขการเสนอขายหุ้น IPO นั้น หุ้นของคนในและพนักงานที่มีสิทธิ์ราว 20% หรือคิดเป็นจำนวนมากถึง 911.5 ล้านหุ้น จะสามารถนำออกมาซื้อขายในตลาดได้หลังจากเปิดเผยงบการเงินไปแล้ว 2 วันทำการ ซึ่งตรงกับวันที่ 6 ส.ค. ซึ่งตัวเลขงบลงทุนและการปลดล็อกหุ้นคนในจะกลายเป็นปัจจัยที่เข้ามาชี้ชะตาราคาหุ้นสเปซเอ็กซ์ต่อจากนี้

นักลงทุนเลิกเห่อแผนขายฝัน หันโฟกัสวินัยการเงินและผลกำไรจริง

ผลประกอบการในสัปดาห์นี้แสดงให้เห็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ ซึ่งหากกระแส AI บูมในระยะแรก ๆ คือช่วงเวลาของการให้รางวัลแก่บริษัทที่มีวิสัยทัศน์อันทะเยอทะยาน ยุคถัดจากนี้ไปก็น่าจะเป็นช่วงเวลาของการให้คุณค่าแก่บริษัทที่มีวินัยทางการเงิน

บริษัทที่จะคว้าโอกาสจากจุดนี้ได้ ต้องเป็นผู้ที่นำ AI ไปแก้ปัญหาทางธุรกิจได้ตรงจุด ทำให้ลูกค้าเห็นผลตอบแทนจากการลงทุนที่วัดผลเป็นตัวเลขได้อย่างชัดเจน และยังต้องสร้างรายได้ได้อย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นการลงทุนอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่แค่ประกาศงบก้อนใหญ่ ๆ อย่างไม่มีแบบแผนชัดเจน

ในทางกลับกัน บริษัทที่วาดฝันเรื่อง AI ไว้ยิ่งใหญ่เกินตัว อาจเผชิญความยากลำบากในการแบกรับราคาหุ้นที่พุ่งทะยาน หากพิสูจน์ผลลัพธ์ทางการเงินให้เห็นไม่ได้

นักลงทุนไม่ได้ตั้งคำถามอีกแล้วว่า บริษัทแต่ละแห่งมีกลยุทธ์ในเรื่อง AI หรือไม่ แต่ต้องการคำตอบว่า แผนเหล่านั้นสร้างกำไรได้จริงหรือไม่

AI ช่วยเพิ่มอัตรากำไรหรือไม่

AI ช่วยสร้างรายได้สม่ำเสมอหรือไม่

AI ช่วยให้แข่งขันได้แข็งแกร่งขึ้นหรือไม่ และ

AI ให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่ากับการทุ่มงบลงทุนมหาศาลหรือไม่

คำถามเหล่านี้กลายเป็นโจทย์สำคัญที่จะเข้ามาเผยโฉมผู้นำตลาดต่อจากนี้

ยุคทองของการลงทุนในหุ้น AI ยุคที่บริษัท AI แทบทุกแห่งต่างได้รับอานิสงส์จากความตื่นเต้นของนักลงทุน กำลังจะสิ้นสุดลงแล้ว

ตลาดหุ้นจะไม่มอบรางวัลให้กับบริษัทที่ดีแต่ให้คำสัญญาอีกแล้ว แต่จะมอบให้กับบริษัทที่ทำผลงานจริงได้มากที่สุดเท่านั้น

โดย กนิษฐ์นุช สิริสุทธิ์/ปนัยดา ปัทมโกวิท

ข่าวล่าสุด