
การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เดินหน้าติดตามการทดลองเดินรถโครงการต้นแบบการขนส่งสินค้าทางราง (Pilot Project) เส้นทางท่าเรือแหลมฉบัง–หนองคาย–ท่าเรือแหลมฉบัง ภายหลังนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคมเป็นประธานปล่อยขบวนรถเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2569 โดยมอบหมายให้ รฟท. ร่วมกับสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ติดตามผลการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด เพื่อนำข้อมูลจากการเดินรถจริงมาพัฒนารูปแบบการขนส่งสินค้าทางรางที่สามารถแข่งขันและตอบโจทย์ภาคธุรกิจได้
นโยบายดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการยกระดับบทบาทระบบรางให้เป็นโครงข่ายหลักในการขนส่งสินค้าระยะไกลของประเทศ เชื่อมโยงฐานการผลิตท่าเรือ พื้นที่เศรษฐกิจ และประตูการค้าชายแดน โดยใช้ระบบถนนทำหน้าที่เป็น Feeder เชื่อมต่อการขนส่งในช่วงต้นทางและปลายทาง พร้อมส่งเสริมให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการใช้ประโยชน์จากโครงข่ายระบบรางมากขึ้นภายใต้กรอบพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ. 2568
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ความสำคัญของโครงการนี้คือ เส้นทางทดลองซึ่งเชื่อมพื้นที่เศรษฐกิจที่มีบทบาทแตกต่างกันเข้าด้วยกัน โดยท่าเรือแหลมฉบัง ถือเป็นประตูสำคัญของการขนส่งสินค้าทางทะเลและเชื่อมโยงกับฐานการผลิตในภาคตะวันออก ขณะที่ หนองคาย เป็นพื้นที่ชายแดนสำคัญทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือและสามารถเชื่อมโยงกับโครงข่ายขนส่งระหว่างประเทศไทยกับ สปป.ลาว ซึ่งปัจจุบัน รฟท. มีบริการขนส่งสินค้าข้ามแดนผ่านหนองคาย–ท่านาแล้ง อยู่แล้ว เส้นทางดังกล่าวจึงมีศักยภาพในเชิงยุทธศาสตร์ที่จะใช้ศึกษาการเชื่อมประตูการค้าทางทะเลกับพื้นที่เศรษฐกิจภายในประเทศและประตูการค้าชายแดน หากสามารถพัฒนารูปแบบการให้บริการที่ตอบโจทย์ผู้ประกอบการได้ จะช่วยเพิ่มทางเลือกในการเคลื่อนย้ายสินค้าของภาคธุรกิจ และเพิ่มประสิทธิภาพการเชื่อมต่อระหว่างฐานการผลิต ตลาด และช่องทางการค้าของประเทศ
ด้าน นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง ผู้ว่าฯ รฟท. เปิดเผยว่า สำหรับการทดลองครั้งนี้รฟท. และ สนข. กำหนดทดลองเดินรถบนเส้นทางท่าเรือแหลมฉบัง Port C – หนองคาย – ท่าเรือแหลมฉบัง Port C โดยใช้หัวรถจักรของ บมจ. ทีพีไอ โพลีน (TPIPL) ลากจูงแคร่ของ รฟท. เพื่อขนส่งสินค้า สินค้าเกษตรกรรม สินค้าอุปโภคบริโภคหรือสินค้าอุตสาหกรรมหนัก จำนวน 48 ตู้ ปริมาณ1,075 ตันครอบคลุมระยะทางประมาณ 718 กิโลเมตรใช้ระยะเวลาเดินทางประมาณ 18 ชั่วโมง พร้อมเก็บข้อมูลจากการปฏิบัติงานจริงในทุกขั้นตอน เพื่อนำมาวิเคราะห์ทั้งประสิทธิภาพ ต้นทุน ระยะเวลา ข้อจำกัดและ Pain Point ของการขนส่งสินค้าทางราง
ทั้งนี้ จุดสำคัญของโครงการอยู่ที่การใช้การเดินรถจริงเป็นพื้นที่ทดลองนโยบายและโมเดลธุรกิจโดย สนข. ทำหน้าที่ด้านนโยบาย การวางกรอบการศึกษา และการบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขณะที่รฟท. นำศักยภาพด้านโครงข่ายการเดินรถ และการบริหารจัดการระบบรางมาสนับสนุนการทดลอง พร้อมเปิดให้ผู้ประกอบการภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วม เพื่อสะท้อนดีมานด์และเงื่อนไขทางธุรกิจที่เกิดขึ้นจริง
นอกจากนี้ โครงการยังจะใช้ข้อมูลจากการทดลองเพื่อศึกษาจุดคุ้มค่าของการใช้ระบบรางทั้งในด้านปริมาณสินค้า ระยะทาง ความถี่ในการเดินรถ และต้นทุนรวมตลอดกระบวนการขนส่ง เพื่อให้สามารถระบุได้ชัดเจนมากขึ้นว่า สินค้าประเภทใด ปริมาณเท่าใด และเส้นทางลักษณะใดที่เหมาะสมกับการเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งจากถนนสู่ระบบราง (Modal Shift) รวมถึงศึกษาการเชื่อมต่อ First Mile และ Last Mile ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการของภาคธุรกิจ โดยการเปิดให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในโครงการต้นแบบ ซึ่งจะช่วยให้การพัฒนาระบบไม่ได้พิจารณาเฉพาะประสิทธิภาพในเชิงโครงสร้างพื้นฐาน แต่สามารถนำความต้องการและPain Point จากผู้ใช้งานจริงมาประกอบการออกแบบรูปแบบบริการ โดยปัจจุบัน มีผู้ประกอบการเข้าร่วมแสดงความสนใจจำนวน 2 ราย ครอบคลุมกลุ่มสินค้าเกษตรกรรมสินค้าอุตสาหกรรมหนัก อย่างไรก็ตามหากผลการทดลองสามารถสะท้อนความคุ้มค่าและมีความต้องการจากภาคธุรกิจอย่างเพียงพอ รฟท. และสนข. จะนำข้อมูลดังกล่าวไปประกอบการพิจารณาพัฒนารูปแบบการให้บริการ รวมถึงศึกษาความเป็นไปได้ในการเพิ่มความถี่ ปริมาณสินค้า และการขยายโมเดลไปยังสินค้าหรือเส้นทางอื่นที่มีศักยภาพต่อไป
ขณะเดียวกัน ยังมุ่งศึกษาปัจจัยที่จะสนับสนุนการเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งสินค้าจากถนนสู่ระบบราง(Modal Shift) โดยเฉพาะสินค้าปริมาณมากและการขนส่งระยะไกล เพื่อลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ เพิ่มประสิทธิภาพการใช้โครงข่ายคมนาคม และเชื่อมโยงระบบรางกับการขนส่งรูปแบบอื่นอย่างมีประสิทธิภาพโดยข้อมูลจากโครงการต้นแบบจะเป็นฐานสำคัญสำหรับพิจารณาการต่อยอดและขยายผลในอนาคตเพื่อเพิ่มบทบาทการขนส่งสินค้าทางรางและสนับสนุนขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ นายอนันต์ กล่าวสรุป
โดย รัชดา คงขุนเทียน





