อุณหภูมิผิวน้ำทะเลโลกพุ่งทุบสถิติเดือนก.ค. ผลจากเอลนีโญทวีความรุนแรง

สถาบันโคเปอร์นิคัสแห่งสหภาพยุโรป (C3S) เปิดเผยในวันนี้ (10 ส.ค.) ว่า อุณหภูมิผิวน้ำทะเลทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นทำสถิติใหม่สำหรับเดือนกรกฎาคม โดยมีสาเหตุสำคัญมาจากปรากฏการณ์เอลนีโญที่กำลังเริ่มก่อตัวและส่งผลให้น้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนร้อนขึ้นอย่างผิดปกติ ขณะเดียวกัน ยุโรปตะวันตกเผชิญวิกฤตคลื่นความร้อน ภัยแล้ง และไฟป่าลุกลามรุนแรงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3

สำนักข่าวซินหัวรายงานข้อมูลจาก C3S ซึ่งระบุว่า อุณหภูมิผิวน้ำทะเล (ocean surface temperature) เฉลี่ยทั่วโลกในเดือนก.ค. อยู่ที่ 20.96 องศาเซลเซียส ทำลายสถิติเดิมของเดือนก.ค. 2566 ซึ่งอยู่ที่ 20.89 องศาเซลเซียส โดยสาเหตุหลักมาจากผิวน้ำทะเลที่อุ่นจัดผิดปกติในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อน เนื่องจากปรากฏการณ์เอลนีโญกำลังก่อตัวและมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ขณะที่น่านน้ำรอบยุโรป ทั้งมหาสมุทรแอตแลนติกและทะเลเมดิเตอร์เรเนียนตะวันตก ต่างเกิดคลื่นความร้อนทางทะเล (Marine Heatwaves) ระดับรุนแรงและเป็นวงกว้าง จนทำลายสถิติอุณหภูมิผิวน้ำทะเลเดือนก.ค. เช่นกัน 

สำหรับอุณหภูมิอากาศเหนือพื้นดิน (surface air temperature) เฉลี่ยทั่วโลกในเดือนก.ค. อยู่ที่ 16.90 องศาเซลเซียส สูงกว่าค่าเฉลี่ยยุคก่อนอุตสาหกรรม (ปี 2393-2443) ถึง 1.47 องศาเซลเซียส จัดเป็นเดือนก.ค. ที่ร้อนที่สุดเป็นอันดับ 2 ในประวัติศาสตร์ เท่ากับปี 2567 และเป็นรองเพียงปี 2566 เท่านั้น 

ขณะเดียวกัน ภูมิภาคยุโรปตะวันตกเผชิญช่วงเดือนมิ.ย.-ก.ค. ที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ ทำลายสถิติเดิมเมื่อปี 2565 โดยมีอุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 21.62 องศาเซลเซียส สูงกว่าค่าเฉลี่ยปี 2534-2563 ถึง 2.79 องศาเซลเซียส หลังต้องเผชิญคลื่นความร้อนซ้ำซ้อนอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่เดือนพ.ค. 

ซาแมนธา เบอร์เจส ผู้นำฝ่ายยุทธศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศ ศูนย์พยากรณ์อากาศระยะกลางแห่งยุโรป (ECMWF) ระบุว่า เดือนก.ค. 2569 ถือเป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกันที่ยุโรปตะวันตกเผชิญอากาศร้อนจัดผิดปกติ อันเกิดจากระบบความกดอากาศสูงแช่ตัวกักเก็บความร้อน ประกอบกับสภาวะดินแห้งแล้งที่ขัดขวางระบบระบายความร้อนตามธรรมชาติ จนทำให้อุณหภูมิยิ่งพุ่งสูงขึ้น 

ปัญหาภัยแล้งตั้งแต่เดือนพ.ค. และมิ.ย. ยังคงยืดเยื้อและรุนแรงขึ้นทั่วพื้นที่ส่วนใหญ่ของยุโรปตะวันตกและยุโรปกลางในเดือนก.ค. โดยฝรั่งเศส สเปน บางส่วนของเยอรมนี และสหราชอาณาจักร มีปริมาณฝนและความชื้นในดินลดต่ำลงอย่างมาก ส่งผลให้ปริมาณน้ำในแม่น้ำสายหลัก เช่น แม่น้ำแซน แม่น้ำไรน์ และแม่น้ำดานูบ ลดระดับลงอย่างหนัก กระทบต่อระบบประปา ภาคการเกษตร การขนส่งทางน้ำ ระบบนิเวศ และการผลิตพลังงาน 

สภาพอากาศที่ร้อนแล้งสะสมยังส่งผลให้เกิดไฟป่ารุนแรงผิดปกติทั่วยุโรปตะวันตก ทั้งในแง่พื้นที่เผาไหม้และการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ด้านโลรองซ์ รูอิล ผู้อำนวยการหน่วยบริการติดตามบรรยากาศโคเปอร์นิคัส (CAMS) เตือนว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังส่งผลให้เกิดสภาพอากาศที่ร้อนและแห้งแล้งบ่อยครั้งขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยเอื้อให้เกิดไฟป่าขนาดใหญ่และรุนแรงในยุโรปตอนใต้ ทั้งยังขยายฤดูกาลไฟป่าขึ้นไปทางตอนเหนือมากขึ้น โดยไฟป่าขนาดใหญ่สามารถส่งกลุ่มควันพุ่งสูงขึ้นสู่บรรยากาศชั้นบน ทำให้ควันลอยไปได้ไกลและส่งผลกระทบต่อคุณภาพอากาศในพื้นที่ที่ห่างออกไปหลายพันกิโลเมตร

โดย พสิษฐ์ อุ่นเมตตาจิต/ปนัยดา ปัทมโกวิท