นายกฯ เปิด Workshop ความมั่นคง หนุนใช้ One Data แก้ปัญหาตรงจุด ย้ำ “นายอำเภอ-ผู้กำกับ” ต้องเป็นทีมเดียวกัน

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) การขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านความมั่นคงตามนโยบายรัฐบาล ในระดับพื้นที่ รุ่นที่ 1 (ภาคกลางและภาคตะวันออก) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569

ร.อ.หญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวว่างานด้านความมั่น คงเป็นหนึ่งในประเด็นที่ประชาชนให้ความสนใจ และมีความกังวลเป็นลำดับต้น ๆ เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ย่อมสะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างในการดูแลประชาชน ขณะที่ปัญหาความมั่นคงในปัจจุบันมีความซับซ้อนมากขึ้น การทำงานของภาครัฐ จึงต้องปรับตัว และไม่สามารถดำเนินงานแบบแยกส่วนได้อีกต่อไป

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้มอบนโยบายให้กระทรวงมหาดไทย และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) บูรณาการการทำงานร่วมกัน เพื่อขับเคลื่อนงานด้านความมั่นคงภายในประเทศ ภายใต้หลัก “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข พิทักษ์สันติราษฎร์ พิฆาตยาเสพติด พิชิตอันธพาล” โดยเน้นการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมในระดับพื้นที่ พร้อมย้ำว่า นายอำเภอกับผู้กำกับต้องเป็นทีมเดียวกัน และทั้งทีมจังหวัดและทีมอำเภอ ต้องทำงานเชื่อมโยงกันอย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับการทำงานของ “ทีมอำเภอ” นั้น นายกรัฐมนตรี ขอให้ทุกหน่วยงานใช้ข้อมูลชุดเดียวกัน หรือ One Data เพื่อให้ข้อมูลมีความเป็นปัจจุบัน ถูกต้อง และตรงกัน โดยนำข้อมูลมารวบรวม วิเคราะห์ และประเมินสถานการณ์ร่วมกัน เพื่อป้องกันปัญหาก่อนเกิดเหตุ แต่ละพื้นที่ต้องทราบอย่างชัดเจนว่าจุดเสี่ยงอยู่ที่ใด ปัญหาหลักคืออะไร และหน่วยงานหรือบุคคลใด เป็นผู้รับผิดชอบ เนื่องจากแต่ละอำเภอมีสภาพปัญหาแตกต่างกัน ทั้งปัญหายาเสพติด ผู้มีอิทธิพล อาชญากรรมออนไลน์ อาวุธปืน และปัญหาเฉพาะพื้นที่ จึงจำเป็นต้องจัดลำดับความสำคัญ และกำหนดแนวทางแก้ไขให้ตรงกับสภาพปัญหา

ด้านการแก้ไขปัญหายาเสพติด นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลได้เดินหน้า Operation 90 Days หรือ “ยุทธการ 90 วัน พิฆาตยาเสพติด” อย่างต่อเนื่อง จึงขอให้ทุกหน่วยงานร่วมมือกันอย่างเต็มที่ เพื่อให้การดำเนินงานบรรลุผลตามเป้าหมาย

ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรี ได้กำชับให้เร่งแก้ไขปัญหาอาวุธปืนอย่างจริงจัง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดพฤติกรรมเลียนแบบ โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพิ่มความเข้มงวดในการสอดส่อง ตรวจค้น และจับกุมการพกพาอาวุธปืนผิดกฎหมาย รวมถึงขยายผลไปยังเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง พร้อมสั่งการให้กระทรวงมหาดไทย ชะลอการออกใบอนุญาตให้ซื้ออาวุธปืน (แบบ ป.3) สำหรับประชาชนทั่วไป เนื่องจากอาวุธปืนเป็นสิ่งที่มีอันตรายร้ายแรง และประชาชนทั่วไป ไม่มีหน้าที่ต้องนำอาวุธปืนไปใช้ในการปฏิบัติงาน

นอกจากนี้ ได้สั่งการให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และนายอำเภอ ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการตั้งจุดตรวจและจุดสกัด โดยเน้นการตรวจค้นอาวุธปืนเป็นสำคัญ พร้อมกำชับเจ้าหน้าที่ให้เพิ่มความระมัดระวัง ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความพร้อม และความเข้มงวด และดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด

โดยนายกรัฐมนตรี ยังได้มอบหมายให้นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ด้านกฎหมาย ไปดำเนินการยกร่าง พ.ร.บ.อาวุธปืน ฉบับใหม่ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานมีเครื่องมือทางกฎหมายที่เหมาะสม และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ในส่วนของการปราบปรามผู้มีอิทธิพลและองค์กรอาชญากรรม นายกรัฐมนตรี กำชับให้ดำเนินการอย่างจริงจัง และขยายผลให้ถึงผู้บงการ ผู้สนับสนุน ตลอดจนผลประโยชน์ที่อยู่เบื้องหลัง ภายใต้หลัก “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม” กล่าวคือ ไม่ยึดติดกับชื่อ หรือสถานะของบุคคล แต่พิจารณาจากพฤติการณ์ หากพบว่ามีพฤติกรรมเข้าข่ายกระทำผิดกฎหมาย ต้องดำเนินการอย่างตรงไปตรงมาตามหลักนิติธรรม

พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรีกำชับเจ้าหน้าที่รัฐทุกระดับ ไม่ให้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา หากตรวจพบว่าเจ้าหน้าที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ให้ความช่วยเหลือ หรือเอื้อประโยชน์แก่ผู้กระทำผิด ต้องดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างเด็ดขาด

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี เน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายปฏิบัติหน้าที่อย่างมืออาชีพ โดยกำหนดให้งานด้านความมั่นคงต้องมีเป้าหมายและตัวชี้วัดที่ชัดเจน สามารถประเมินผลได้ ทั้งในด้านการลดปัญหา การยกระดับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ตลอดจนการสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการปฏิบัติงานของภาครัฐ

“การประชุม Workshop ครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการมารับมอบนโยบาย แต่ขอให้เป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานร่วมกัน ตั้งแต่วิธีคิด การวางโครงสร้างการทำงานระหว่างนายอำเภอกับผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธร การใช้ข้อมูลชุดเดียวกัน การวิเคราะห์ปัญหา การกำหนดเป้าหมาย และการนำแนวทางที่ได้กลับไปปฏิบัติจริงในพื้นที่”นายกรัฐมนตรี กล่าว

นายกรัฐมนตรี เน้นย้ำหลักการสำคัญในการทำงานว่า “ใช้ข้อมูลชุดเดียวกัน วิเคราะห์ปัญหาให้แม่นยำ ทำงานเป็นทีม บังคับใช้กฎหมายอย่างตรงไปตรงมา และวัดผลเพื่อปรับปรุงแผนอย่างต่อเนื่อง” เพื่อให้ประชาชนมีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินมากยิ่งขึ้น และเกิดความเชื่อมั่นต่อการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐ

ทั้งนี้ การประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) การขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านความมั่นคงตามนโยบายรัฐบาลในระดับพื้นที่ รุ่นที่ 1 (ภาคกลางและภาคตะวันออก) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 มีผู้เข้าร่วมจาก 25 จังหวัด ครอบคลุม 209 อำเภอ และ 355 สถานีตำรวจภูธร รวมทั้งสิ้น 564 คน

โดย ฐานิสร์ ทองนอก/ กษมาพร กิตติสัมพันธ์