JMART โชว์แกร่ง Q2/69 กำไรโต 92% รับพลัง Synergy-Lock Phone พอร์ตรวมทะลุ 2.1 หมื่นลบ. เร่งต่อยอด 3 Growth Engine ขับเคลื่อนใน H2 

บมจ.เจมาร์ท กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ [JMART] โชว์ผลงานแกร่ง ไตรมาส 2/69 กำไรสุทธิส่วนผู้ถือหุ้น 213 ล้านบาท พุ่งเกือบ 92% หนุนครึ่งปีแรกกำไร 375.7 ล้านบาท เติบโตเกือบ 50% รับแรงส่งจากธุรกิจมือถือและส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทใน Ecosystem ที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ Mobile Lending ขยายตัวโดดเด่น พอร์ตสินเชื่อมือถือ Lock Phone จาก KB J และ SG Finance+ รวมกว่า 21,000 ล้านบาท ด้าน “สุกี้ตี๋น้อย” เดินหน้าขยาย Multi-brand Restaurant Platform ครึ่งปี JMART รับรู้ส่วนแบ่งกำไรตามสัดส่วน 100.5 ล้านบาท ส่วน JMT รับแรงหนุนจาก JK AMC พร้อม ECL ไตรมาส 2 ปรับลดลงจากไตรมาสก่อน ขณะที่ JAS ASSET เดินหน้าต่อยอด Community Mall, Hotel & Wellness และ Sport Economy เสริมฐานรายได้ใหม่ มองครึ่งปีหลัง JMART พร้อมเร่งต่อยอด 3 Growth Engine ขับเคลื่อน Synergy Ecosystem และสร้างโมเมนตัมการเติบโตต่อเนื่อง

นายอดิศักดิ์ สุขุมวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร JMART เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานไตรมาส 2/69 บริษัทมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้น 213.0 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 102.0 ล้านบาท หรือ 91.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 111.0 ล้านบาท ส่งผลให้งวด 6 เดือนแรกปี 2569 มีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้น 375.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 49.5% จาก 251.3 ล้านบาท สะท้อนโมเมนตัมการเติบโตของผลประกอบการที่แข็งแกร่งขึ้น

แรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากธุรกิจจัดจำหน่ายโทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์เสริม รวมถึงส่วนแบ่งกำไรจากกิจการร่วมค้าและบริษัทร่วมที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะ บริษัท บริหารสินทรัพย์ เจเค จำกัด (JK AMC), บริษัท เคบี เจ แคปปิตอล จำกัด (KB J), บมจ.ซิงเกอร์ประเทศไทย [SINGER] และบริษัท บีเอ็นเอ็น เรสเตอรองท์ กรุ๊ป จำกัด หรือ “สุกี้ตี๋น้อย” โดยไตรมาส 2/69 JMART รับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในกิจการร่วมค้า 80.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19.3% และงวด 6 เดือนอยู่ที่ 195.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 34.2% ขณะที่ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมครึ่งปีแรกอยู่ที่ 272.0 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.4%

สำหรับ ธุรกิจมือถือ ถือเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์สำคัญของกลุ่มในปีนี้ โดยบริษัท เจมาร์ท โมบาย จำกัด มีเครือข่ายกว่า 300 สาขา ทำกำไรสุทธิไตรมาส 2/69 จำนวน 71.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 137% และครึ่งปีแรกมีกำไรสุทธิ 128 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 146% ขณะที่รายได้ครึ่งปีแรกอยู่ที่ประมาณ 5,070 ล้านบาท แรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากความสำเร็จของ Lock Phone และการขยายร้านค้าพันธมิตรภายใต้โครงการ Jaymart Network ซึ่งช่วยเพิ่มช่องทางเข้าถึงลูกค้าและเชื่อมโยงธุรกิจค้าปลีกมือถือเข้ากับธุรกิจการเงินของกลุ่ม โดยคาดว่าผลการดำเนินงานครึ่งปีหลังจะเติบโตมากกว่าครึ่งปีแรก

นายอดิศักดิ์ กล่าวอีกว่า “JMART เดินหน้าขับเคลื่อน Synergy Ecosystem ผ่าน 3 Growth Engine หลัก เริ่มจาก Mobile Phone Lending Ecosystem ที่เชื่อมธุรกิจจำหน่ายมือถือ บริการทางการเงิน และเทคโนโลยี Lock Phone เข้าด้วยกัน ปัจจุบัน KB J Capital ผู้ให้บริการ Samsung Finance+ มีพอร์ตสินเชื่อ ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 จำนวน 12,580 ล้านบาท และมีจำนวนบัญชีรวม 1.40 ล้านบัญชี ก่อนเพิ่มเป็น 1.41 ล้านบัญชีในเดือนกรกฎาคม ขณะที่ SG Finance+ มีพอร์ตสินเชื่อ 8,441 ล้านบาท ส่งผลให้พอร์ตสินเชื่อมือถือของทั้งสองแพลตฟอร์มรวมกัน กว่า 21,000 ล้านบาท ตอกย้ำศักยภาพของ Mobile Lending ในการเป็นหนึ่งใน Growth Engine สำคัญของกลุ่ม

Growth Engine แกนที่สองคือ ธุรกิจบริหารหนี้ด้อยคุณภาพภายใต้ JMT ซึ่งยังเป็นธุรกิจสำคัญที่สร้างกำไรให้กับกลุ่มและมีโอกาสเติบโตต่อในครึ่งปีหลัง ขณะที่แกนที่สาม Investment & Partnership มุ่งต่อยอดการลงทุนและความร่วมมือกับพันธมิตรที่มีศักยภาพ โดยมี “สุกี้ตี๋น้อย” เป็นหนึ่งในการลงทุนสำคัญที่สร้างทั้งผลตอบแทนและโอกาสในการต่อยอด Synergy ภายในกลุ่ม”

นายกิติพัฒน์ ชลวุฒิ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร JMART เปิดเผยถึงทิศทางของ “สุกี้ตี๋น้อย” ว่า ยังคงเดินหน้ากลยุทธ์ขยายสาขาควบคู่กับการสร้าง Multi-brand Restaurant Platform โดยไตรมาส 2/69 มีรายได้ 2,965 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 165 ล้านบาท ขณะที่งวด 6 เดือนแรกมีกำไรสุทธิรวม 335 ล้านบาท โดย JMART ซึ่งถือหุ้น 30% รับรู้ส่วนแบ่งกำไรตามสัดส่วน 100.5 ล้านบาท พร้อมวางเป้าหมายรายได้ปี 2569 ที่ 13,000 ล้านบาท

ปัจจุบันสุกี้ตี๋น้อยเดินหน้าขยายเครือข่ายผ่านหลากหลายแบรนด์ ทั้งสุกี้ตี๋น้อย, Suki Teenoi Plus+, Teenoi BBQ, นายพราน หมูกระทะ และ Teenoi Gold เพื่อเข้าถึงลูกค้าในแต่ละเซ็กเมนต์ โดย ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2569 มีเครือข่ายรวม 134 สาขา เปิดให้บริการแล้วใน 42 จังหวัด และมีแผนเปิดเพิ่มอีก 17 จังหวัดภายในปีนี้ พร้อมมองหาพื้นที่เพิ่มเติมอีก 18 จังหวัด เพื่อสร้างฐานการเติบโตของธุรกิจร้านอาหารในระยะยาว

ด้าน นายสุทธิรักษ์ ตรัยชิรอาภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส [JMT] เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานไตรมาส 2/69 มีรายได้รวม 1,129.3 ล้านบาท และกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้น 234.0 ล้านบาท ขณะที่งวด 6 เดือนแรกมีรายได้รวม 2,245.2 ล้านบาท และกำไรสุทธิส่วนผู้ถือหุ้น 486.2 ล้านบาท พร้อมเดินหน้าลงทุนซื้อหนี้ด้อยคุณภาพรวม 1,126 ล้านบาท

ด้านการจัดเก็บกระแสเงินสดยังอยู่ในระดับแข็งแกร่ง โดยกลุ่ม JMT รวม JK AMC มียอดจัดเก็บไตรมาส 2 จำนวน 2,150 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.4% จากไตรมาสก่อน และครึ่งปีแรกจัดเก็บได้รวม 4,292 ล้านบาท โดยเฉพาะ JK AMC ที่มีผลการดำเนินงานโดดเด่น ส่งผลให้ JMT รับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากกิจการร่วมค้าครึ่งปีแรก 195.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 35.8%

ขณะเดียวกัน JMT ยังคงรักษาประสิทธิภาพการทำกำไร โดยมีกำไรขั้นต้นครึ่งปีแรก 1,473.9 ล้านบาท และอัตรากำไรขั้นต้นประมาณ 66% พร้อมบริหารโครงสร้างเงินทุนและลดภาระหนี้อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้อัตราหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้นลดลงมาอยู่ที่ 0.33 เท่า สะท้อนความพร้อมรองรับโอกาสลงทุนในพอร์ตหนี้ใหม่ ขณะที่ ECL ไตรมาส 2/69 อยู่ที่ 276.8 ล้านบาท ลดลงจาก 331 ล้านบาทในไตรมาสก่อนหน้า สอดคล้องกับประสิทธิภาพการจัดเก็บที่ปรับตัวดีขึ้น และคาดว่าจะลดลงต่อเนื่องในครึ่งปีหลัง โดยบริษัทเตรียมนำ AI มาเพิ่มประสิทธิภาพการติดตามและจัดเก็บหนี้ พร้อมมองโอกาสจากพอร์ต Digital Loan เพื่อสร้างการเติบโตในระยะต่อไป

พร้อมกันนี้ คณะกรรมการบริษัท JMT มีมติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจากผลการดำเนินงานงวด 6 เดือนแรกปี 2569 ในอัตรา 0.27 บาทต่อหุ้น กำหนดขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 24 สิงหาคม 2569 และจ่ายเงินปันผลวันที่ 11 กันยายน 2569

ด้าน นายสุพจน์ สิริกุลภัสสร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เจเอเอส แอสเซ็ท หรือ JAS ASSET [J] เปิดเผยว่า ไตรมาส 2/69 บริษัทมีรายได้จากการขายและบริการ 188.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.9% กำไรขั้นต้น 89.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.8% และอัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นเป็น 47.3% จาก 43.9% ขณะที่ขาดทุนสุทธิลดลง 44.7% เหลือ 56.1 ล้านบาท ส่งผลให้งวด 6 เดือนแรก มีรายได้จากการขายและบริการ 366.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.4% ขณะที่ขาดทุนสุทธิลดลง 10.4% เหลือ 118.4 ล้านบาท โดยหากไม่รวมผลกระทบจากการปรับมูลค่ายุติธรรมของอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน ซึ่งเป็นรายการทางบัญชีที่ไม่ใช่เงินสด บริษัทมีกำไรจากการดำเนินงานปกติ 77.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 50.8% พร้อมเดินหน้าต่อยอด Community Mall, Hotel & Wellness และ Sport Economy เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้สินทรัพย์และสร้างแหล่งรายได้ใหม่

ขณะที่ SINGER และ SGC เป็นอีกแรงสนับสนุนสำคัญของ Ecosystem โดย SINGER ทำกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ไตรมาส 2/69 จำนวน 149 ล้านบาท สูงสุดนับตั้งแต่ต้นปี 2566 ขณะที่ SGC ทำกำไรสุทธิ 203.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 186.4% ทำสถิติสูงสุดนับตั้งแต่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ รับแรงส่งจากธุรกิจ Lock Phone ที่ขยายตัวโดดเด่น สะท้อนการเชื่อมโยงระหว่างธุรกิจมือถือ เทคโนโลยี และบริการทางการเงินภายใน Jaymart Group ที่เริ่มสร้างผลลัพธ์ชัดเจนมากขึ้น

ข่าวล่าสุด