รัฐบาล ตั้งศูนย์ข้อมูลข่าวสาร JICC บูรณาการติดตามช่วยเหลือเหตุน้ำท่วม นัดแถลงทุกวัน 10 โมงเช้า

ครม.นัดพิเศษ เปิด “ศูนย์ข้อมูลข่าวสารร่วมสถานการณ์อุทกภัย” (JICC) สั่ง 14 ข้อรับมือน้ำท่วม ย้ำไม่เหมือนปี 54 ยืนยันหากฝนไม่ซ้ำ กทม.จะคลี่คลายใน 2-3 วัน แนะรัฐ-เอกชน พิจารณา Work From Home ตามความเหมาะสม เตือนภาคตะวันออก-กาญจนบุรี เฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน พร้อมเปิดสายด่วน 1555 และ 1784 ให้ความช่วยเหลือตลอด 24 ชม.

นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงข่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษ ว่า ขณะนี้เป็นช่วงเวลายากลำบากของประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพมหานครที่มีการประกาศภัยพิบัติ 50 เขต รวมถึงประชาชนในอีก 25 จังหวัด ที่กำลังเผชิญสถานการณ์ฝนตกหนัก มีความเสี่ยงเกิดน้ำท่วม และหลายแห่งเกิดน้ำท่วมแล้ว ซึ่งที่ประชุม ครม. นัดพิเศษ จึงพิจารณาเรื่องสถานการณ์น้ำท่วม และมีข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี รวม 14 ข้อ ดังนี้

  1. ให้ทุกหน่วยงานบูรณาการความร่วมมือกัน เพื่อแก้ปัญหาและรับสถานการณ์ให้การช่วยเหลือเป็นไปด้วยความเรียบร้อยต่อเนื่องทุกพื้นที่
  2. ให้รวบรวมข้อมูลสภาพภูมิอากาศ สถานการณ์น้ำ และภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ พร้อมแจ้งประชาชนทราบทันท่วงที โดย สทนช. และกรมชลประทาน เป็นหน่วยหลักติดตามสถานการณ์และการระบายน้ำ, กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และกรุงเทพมหานคร (กทม.) เป็นหน่วยหลักแจ้งเตือนภัยและสนับสนุนการอพยพ, กรมอุตุนิยมวิทยา เป็นหน่วยหลักให้ข้อมูลสภาพอากาศด้วยข้อความที่สื่อสารเข้าใจง่าย พร้อมให้ สทนช. ประสานงานข้อมูลสภาพอากาศและสถานการณ์น้ำ ร่วมกับกระทรวงมหาดไทย และจังหวัดที่ได้รับผลกระทบ
  3. มอบหมาย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แจ้งสถานที่ราชการทุกแห่งอำนวยความสะดวก จัดสถานที่ให้ประชาชนนำยานพาหนะเข้าจอดฟรี
  4. มอบหมายกระทรวงกลาโหม สนับสนุนรถบรรทุกทหารช่วยอพยพประชาชน และเคลื่อนย้ายสิ่งของ และให้ทุกเหล่าทัพระดมทรัพยากรต่าง ๆ สนับสนุนการปฏิบัติงานของทุกหน่วยงาน
  5. ให้กรมบัญชีกลาง พิจารณาขยายวงเงินให้ความช่วยเหลือและบรรเทาสาธารณภัยของ กทม. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงผู้ว่าราชการจังหวัด ให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบ
  6. มอบหมาย ปภ. แจ้งเตือนและรายงานสถานการณ์ล่าสุดให้ประชาชนทราบเป็นระยะ
  7. ให้กรมชลประทาน ปภ. กทม. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สำรวจความพร้อมของเครื่องจักร และเครื่องสูบน้ำ ให้ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ โดยบูรณาการการสูบระบายน้ำร่วมกับ กทม. ให้สอดคล้องกัน
  8. ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดในภาคตะวันออก ติดตามสถานการณ์และช่วยเหลือประชาชนอย่างทันท่วงที
  9. ให้ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลัน ดินโคลนถล่ม น้ำป่าไหลหลาก และบริหารจัดการการปล่อยน้ำของเขื่อนให้เหมาะสม โดยคำนึงถึงประชาชนในพื้นที่ท้ายเขื่อนเป็นสำคัญ
  10. ให้ตำรวจร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เคลื่อนย้ายยานพาหนะออกจากถนน วางแผนการจราจรให้เหมาะสม ไม่ให้กระทบการเดินทาง และดูแลความปลอดภัยบ้านพักประชาชน
  11. ให้การประปานครหลวง และการประปาส่วนภูมิภาค ตรวจสอบคุณภาพน้ำประปาให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ส่วนการไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จัดเตรียมเจ้าหน้าที่ในการตัดไฟฟ้า ซ่อมแซม และเตรียมเครื่องปั่นไฟให้พร้อม
  12. ให้กระทรวงที่เกี่ยวข้อง ประสานงานช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง ผู้ป่วยติดเตียง เตรียมความพร้อมศูนย์พักพิง อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค ถุงยังชีพ และเตรียมสถานพยาบาลรองรับผู้ป่วย
  13. ให้ประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องเป็นแนวทางเดียวกันแก่ประชาชน โดยรายงานข้อมูลไปยังโฆษกรัฐบาล ผ่านสำนักโฆษกสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมร่วมมือกับกรมประชาสัมพันธ์ และ อสมท. ในการจัดตั้งศูนย์แถลงข่าว
  14. ให้สำนักงาน ก.พ. พิจารณามาตรการ Work from Home สำหรับหน่วยงานรัฐ และขอความร่วมมือภาคเอกชน Work from Home ในช่วงที่สถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย

นายเอกภพ กล่าวว่า รัฐบาลได้จัดตั้ง “ศูนย์ข้อมูลข่าวสารร่วมสถานการณ์อุทกภัย” (JICC: Joint Information and Communication Center) เพื่อให้การสื่อสารมีความเป็นเอกภาพ ลดความสับสนของข้อมูล โดยจัดทำข้อมูลกลางส่งตรงถึงประชาชน โดยจะแถลงข่าวอย่างเป็นทางการทุกวัน เวลา 10.00 น. ผ่านสถานีโทรทัศน์ NBT และเพจไทยคู่ฟ้า รวมถึงอัปเดตข้อมูลผ่านเพจไทยคู่ฟ้าตลอดทั้งวัน

  • แจงเหตุน้ำท่วมปี 69 แตกต่างจากมหาอุทกภัยปี 54

ส่วนความกังวลว่าสถานการณ์จะเหมือนวิกฤตน้ำท่วมปี 2554 หรือไม่นั้น นายเอกภพ ชี้แจงว่า มีความแตกต่างกัน โดยปี 2554 เกิดจากพายุซ้ำซ้อน 5 ลูก นำฝนตกหนักทางภาคเหนือ และมีน้ำเหนือไหลลงมาสู่ภาคกลาง และ กทม. แต่ครั้งนี้เกิดจากสภาพภูมิอากาศสุดขั้ว ทำให้ฝนตกหมุนวนครอบคลุมภาคตะวันออก ภาคกลาง กทม. และปริมณฑล มีปริมาณฝนสะสมตั้งแต่วันที่ 24 กันยายน วัดได้สูงสุดถึง 340 มิลลิเมตร คิดเป็นมวลน้ำมากถึง 248 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งปริมาณน้ำฝนถือว่ามากที่สุดในรอบ 43 ปี นับตั้งแต่ปี 2526 ในขณะที่ศักยภาพการรับน้ำของ 4 เขื่อนหลักในปัจจุบัน ยังรองรับได้สูงถึง 7,260 ล้านลูกบาศก์เมตร

สำหรับการระบายน้ำ กทม. ได้เพิ่มเครื่องสูบน้ำและเดินเครื่องอุโมงค์ระบายน้ำตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อสูบน้ำลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ด้วยความสามารถในการระบายน้ำเฉลี่ย 50 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน คาดว่าหากไม่มีฝนตกหนักลงมาเพิ่ม สถานการณ์น้ำท่วมขังใน กทม. จะคลี่คลายภายใน 2-3 วัน เนื่องจากหย่อมความกดอากาศต่ำได้เคลื่อนตัวออกจาก กทม. ไปทางทิศตะวันตกเข้าสู่จังหวัดกาญจนบุรีแล้ว อย่างไรก็ตาม กทม. ยังคงมีน้ำท่วมขังในหลายพื้นที่ จึงขอให้ประชาชนติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด

โฆษกรัฐบาล กล่าวด้วยว่า นอกจาก กทม. แล้ว ยังต้องเฝ้าระวังสถานการณ์ฝนในภาคตะวันออกอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำและบริเวณโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งอาจต้องเตรียมเคลื่อนย้ายผู้ป่วยติดเตียง รวมถึงพื้นที่อำเภอเมือง อำเภอบางคล้า อำเภอคลองเขื่อน จังหวัดฉะเชิงเทรา, อำเภอเมือง อำเภอองครักษ์ อำเภอปากพลี จังหวัดนครนายก, อำเภอท่าใหม่ อำเภอนายายอาม อำเภอแก่งหางแมว อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี และอำเภอเมือง อำเภอด่านมะขามเตี้ย อำเภอไทรโยค อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี ขอให้ประชาชนในพื้นที่ดังกล่าวรับฟังคำเตือน สังเกตปริมาณน้ำ และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด

“รัฐบาลเข้าใจดีถึงความยากลำบาก และความกังวลของพี่น้อง เราจะไม่ปล่อยให้ทุกท่านเผชิญกับความยากลำบากในสถานการณ์แบบนี้เพียงลำพัง ทุกหน่วยงานกำลังทำงานแข่งกับเวลา เพื่อนำความปลอดภัย และความเป็นอยู่ปกติกลับมาสู่ทุกท่านโดยเร็ว” นายเอกภพ กล่าว

โฆษกรัฐบาล กล่าวอีกว่า นายกรัฐมนตรียังได้สั่งการให้ดำเนินการฟื้นฟูเยียวยาได้ทันทีในพื้นที่ที่น้ำลดแล้ว โดยไม่ต้องรอให้น้ำลดพร้อมกันทั้งหมดในภาพรวม พร้อมให้คำมั่นสัญญาว่าข้อมูลที่สื่อสารผ่านช่องทางเพจ “ไทยคู่ฟ้า” จะมีความแม่นยำ และหน่วยงานต่าง ๆ จะเข้าช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องประสบภัยเพียงลำพัง

สำหรับประชาชนที่ต้องการความช่วยเหลือ ในพื้นที่กรุงเทพฯ สามารถติดต่อสายด่วน 1555 ส่วนพื้นที่ต่างจังหวัด ติดต่อสายด่วน ปภ. 1784 หรือติดตามข้อมูลได้ที่ศูนย์ JICC ผ่านแฟนเพจไทยคู่ฟ้า

โดย ฐานิสร์ ทองนอก/ กษมาพร กิตติสัมพันธ์