ตลาดหุ้นยุโรปปิดทรงตัวในวันพฤหัสบดี (13 ส.ค.) โดยนักลงทุนชะลอการลงทุนเพื่อรอการเปิดเผยข้อมูลเงินเฟ้อของยูโรโซน ขณะที่ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนที่แข็งแกร่งช่วยพยุงตลาด แต่ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับตัวลงยังคงกดดันหุ้นกลุ่มพลังงานและเหมืองแร่
- ดัชนี STOXX 600 [STOXX.X] ปิดที่ 659.24 จุด ลดลง 0.24 จุด หรือ -0.04%
- ดัชนี CAC-40 [CAC40.X] ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 8,650.56 จุด ลดลง 24.38 จุด หรือ -0.28%
- ดัชนี DAX [DAX.X] ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 26,299.74 จุด ลดลง 31.33 จุด หรือ -0.12%
- ดัชนี FTSE 100 [FTSE100.X] ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 10,772.67 จุด ลดลง 60.48 จุด หรือ -0.56%
ดัชนี STOXX 600 ปิดแทบไม่เปลี่ยนแปลง หลังจากปรับตัวลงจากระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในวันพุธ โดยหุ้นกลุ่มทรัพยากรพื้นฐานร่วงลง 3% ซึ่งเป็นการปรับตัวลงมากที่สุดในรอบกว่า 1 เดือน ขณะที่หุ้นกลุ่มพลังงานลดลง 0.8% หลังราคาโลหะมีค่าและทองแดงอ่อนตัวลง
อย่างไรก็ตาม ผลประกอบการของบริษัทในยุโรปมีแนวโน้มแข็งแกร่งที่สุดครั้งหนึ่งในรอบหลายปี โดยกำไรของบริษัทในกลุ่มพลังงานและวัสดุได้รับแรงหนุนจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งเป็นผลจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง นักวิเคราะห์มองว่าการเปลี่ยนแปลงของภาพรวมผลประกอบการเมื่อเทียบกับช่วงหลายปีก่อน เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสนับสนุนตลาดหุ้นยุโรป
ถึงกระนั้น นักลงทุนยังคงระมัดระวังจากความไม่แน่นอนเกี่ยวกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยสหรัฐฯ และอิหร่านต่างอ้างว่าฝ่ายตนเป็นผู้ควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญสำหรับการขนส่งพลังงานทั่วโลก
นักวิเคราะห์ระบุว่า นักลงทุนยังประเมินได้ยากว่าจะสะท้อนสถานการณ์ในตะวันออกกลางลงในราคาสินทรัพย์อย่างไร เนื่องจากตลาดได้คาดการณ์มาเป็นเวลาหลายเดือนแล้วว่าสงครามจะยุติลงในเร็ว ๆ นี้
ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ล่วงหน้าลดลง 0.7% ในวันพฤหัสบดี และปรับตัวลงเป็นครั้งแรกในรอบ 7 วัน หลังความกังวลเกี่ยวกับอุปสงค์น้ำมันทั่วโลกที่อ่อนแอลงและการเพิ่มขึ้นของสต็อกน้ำมันดิบในสหรัฐฯ กดดันราคา
ตลาดยังรอข้อมูลเงินเฟ้อของยูโรโซนที่จะเปิดเผยในวันศุกร์นี้ เพื่อประเมินทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป
ขณะเดียวกัน ข้อมูลของสหรัฐฯ ที่เปิดเผยในวันพฤหัสบดีระบุว่า ราคาผู้ผลิตไม่เปลี่ยนแปลงในเดือนก.ค. โดยก่อนหน้านี้ในวันพุธ เทรดเดอร์ได้ลดการคาดการณ์เกี่ยวกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ในเดือนก.ย. หลังข้อมูลเงินเฟ้อเดือนก.ค.เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย
หุ้นกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม และหุ้นกลุ่มโทรคมนาคมช่วยจำกัดการปรับตัวลงของ STOXX 600 โดยเพิ่มขึ้น 1.3% และ 1% ตามลำดับ
สำหรับหุ้นรายตัวนั้ หุ้น Maersk พุ่งขึ้น 9.4% หลังบริษัทเดินเรือของเดนมาร์กทำกำไรได้สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้มาก และปรับเพิ่มคาดการณ์ผลประกอบการตลอดทั้งปีเป็นครั้งที่ 2 ในปีนี้ โดยความขัดแย้งในตะวันออกกลางและอุปสงค์ที่แข็งแกร่งช่วยหนุนให้อัตราค่าระวางเรือเพิ่มขึ้น
หุ้น Adyen พุ่งขึ้น 16.4% และเป็นหนึ่งในหุ้นที่ปรับตัวขึ้นมากที่สุดใน STOXX 600 หลังบริษัทผู้ให้บริการชำระเงินของเนเธอร์แลนด์ ซึ่งมีลูกค้าอย่าง Spotify และ Microsoft ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของรายได้ในปีนี้
ส่วนหุ้น Swissquote ร่วงลง 14% แตะระดับต่ำสุดในรอบกว่า 1 ปี หลังบริษัทผู้ให้บริการด้านการเงินและการซื้อขายรายงานผลประกอบการครึ่งปีแรกต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ เนื่องจากรายได้จากธุรกิจคริปโทเคอร์เรนซีอ่อนแอ
โดย กัลยาณี ชีวะพานิช





