“กอบศักดิ์” จ่อรื้อโครงสร้าง ปรับกลยุทธ์สู่เกษตรมูลค่าสูง เปิดทางนำเข้าลดต้นทุน-หนุน Young Smart Farmer

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานคณะทำงานด้านสินค้าเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร ในคณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจชุมชน เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะทำงานด้านสินค้าเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร เมื่อวานนี้ (13 ส.ค.) ว่า การประชุมครั้งนี้ เป็นการประชุมครั้งแรกของคณะทำงาน และได้มีการพูดคุยถึงนโยบาย Quick Win และ Big Win ตามที่นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ สั่งการไว้ในแต่ละด้าน ซึ่งในส่วนนี้มีการคุยในเรื่องของภาคการเกษตร ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ 

โดยในภาคการผลิตที่เป็นจุดเริ่มต้นว่าจะทำอะไรบ้าง ในส่วนที่มีการแปรรูปตรงกลางน้ำ และปลายน้ำ ก็จะมีมาตรการที่คิดว่าทำได้ทันทีที่จะเริ่มขับเคลื่อน และมาตรการระยะยาว โดยจะหาภาคเอกชนเข้ามาช่วยเรื่องการจัดตลาดให้กับผู้ผลิตทั่วประเทศ ก็เชื่อว่าสามารถดำเนินการได้เลย

นายกอบศักดิ์ กล่าวว่า มีการพูดคุยในเรื่องของการวิจัยพันธุ์พืช การยกระดับพันธุ์พืชต่าง ๆ เรื่องของการขับเคลื่อนนวัตกรรมสินค้าเกษตร รวมไปถึงเรื่องให้เกษตรกรสามารถยกระดับการแปรรูปต่าง ๆ โดยเป็นการพูดคุยกันในเบื้องต้น จากที่ได้มีการแต่งตั้งเมื่อวันที่ 10 ส.ค. ซึ่งมีข้อเสนอที่ดีหลายอย่างด้วยกัน

ส่วนด้าน SME ก็มีการพูดคุยในเรื่องของ SME-GP คือ การให้แต้มต่อกับภาค SMEs ในการขายสินค้า เพราะขณะนี้มีสินค้าจากต่างประเทศเข้ามาจำนวนมาก ซึ่งมีการหารือกันว่าจะดำเนินการอย่างไรกับสินค้าต่างประเทศที่เข้ามา ส่วนเรื่องของซอฟต์แวร์ การสนับสนุน การอัพสเกลต่างๆ ทำอย่างไรให้ประสบความสำเร็จที่จะสามารถยกระดับให้เป็นบริษัทที่ใหญ่ขึ้น เป็นผู้นำในอุตสาหกรรมนั้นๆ และสุดท้าย สามารถเป็นผู้นำในระดับภูมิภาคได้ และการเป็น SMEs ก็จะค่อยๆ เติบโตขึ้นมา 

“ได้มีการหารือหลากหลายเรื่อง ที่เราคิดว่าจะทำระบบต่าง ๆ ไปช่วย เช่น ระบบพี่ช่วยน้อง จะทำอย่างไรให้กว้างขวาง ทำอย่างไรให้มีหลักสูตรเพิ่มทักษะ การเทรนนิ่งออนไลน์ เป็นที่ปรึกษา AI การทำโค้ดต่าง ๆ ซึ่งขอให้รอในวันที่ 19 ส.ค. จะมีในรายละเอียดเรื่องต่าง ๆ” นายกอบศักดิ์ ระบุ

สำหรับแนวทางแก้ปัญหาภาคเกษตรนั้น นายกอบศักดิ์ กล่าวว่า ได้มุ่งทำให้เกิดขึ้นจริง โดยไม่เน้นการทำแผน พร้อมรับฟังข้อเสนอจากสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และเปิดเผยแนวทางแก้ไขต่อสาธารณชนอย่างโปร่งใส ซึ่งหัวใจสำคัญคือ การปรับโครงสร้างสินค้าเกษตรทั้งระบบ โดยสินค้าที่ทำแล้วขาดทุน หรือผลิตไม่เพียงพอ จะพิจารณาลดการผลิต แล้วเปลี่ยนมาเปิดนำเข้าอย่างจริงจังเพื่อช่วยลดต้นทุน ควบคู่ไปกับการปรับกลยุทธ์มุ่งสู่การทำเกษตรมูลค่าสูง ซึ่งบางโครงการอาจจะต้องเริ่มจากกลุ่มเกษตรกรรุ่นใหม่ หรือ Young Smart Farmer ที่พร้อมเปลี่ยนแปลง เพื่อขับเคลื่อนมาตรการแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

ถกยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางอาหาร เร่งนวัตกรรมพันธุ์พืช-โดรน แก้ปัญหาวิกฤตแรงงาน

ด้าน นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า ที่ประชุมฯ ได้หารือถึงแนวทางการสร้างความมั่นคงทางอาหาร และการเพิ่มโอกาสในการส่งออกสินค้าเกษตรของประเทศไทย โดยเห็นตรงกันว่า มีความจำเป็นต้องพิจารณาโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ต้นน้ำ โดยวิเคราะห์แยกตามรายสินค้าให้ชัดเจน ว่าสินค้าชนิดใดที่ไทยมีศักยภาพในการแข่งขันและพัฒนาต่อยอดได้ 

ส่วนสินค้าที่พิจารณาแล้วพบว่าไทยไม่สามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้ อาจจำเป็นต้องใช้วิธีการนำเข้าแทน นอกจากนี้ ในการเจรจาทางการค้าต้องมีการระบุรายการสินค้าอ่อนไหว เพื่อปกป้องเกษตรกรภายในประเทศอย่างชัดเจน

นายวิศิษฐ์ กล่าวว่า ปัญหาสำคัญของภาคเกษตรกรรมไทยในขณะนี้ คือกระบวนการพัฒนาต้นทางที่ยังล่าช้า จึงต้องเร่งนำผลงานวิจัยด้านพันธุ์พืชที่มีคุณภาพมาใช้ประโยชน์เพื่อเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) และลดต้นทุนการผลิตให้สามารถสู้กับตลาดโลกได้ 

นอกจากนี้ ภาคเกษตรกำลังเผชิญกับปัญหาแรงงานและสังคมสูงวัย จึงต้องส่งเสริมให้เกิดระบบเช่าเครื่องจักรกล เช่น โดรนทางการเกษตร เพื่อช่วยให้เกษตรกรสามารถสร้างผลผลิตได้ตามเป้าหมาย โดยไม่ต้องเพิ่มจำนวนแรงงานคน และเป็นการลดภาระด้านการลงทุนเครื่องจักร 

*สกัดสารอาหารสำคัญ เพิ่มมูลค่าสินค้าให้สูงขึ้น

นายวิศิษฐ์ ยังเสนอให้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการผลิต จากเดิมที่เน้นการส่งออกสินค้าเกษตรในปริมาณมาก มาเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยการสกัดสารสำคัญ ซึ่งจะช่วยให้สินค้ามีมูลค่าสูงขึ้นมาก แม้จะมีปริมาณน้อยลง ช่วยประหยัดค่าขนส่งและเพิ่มโอกาสในตลาดโลก โดยสินค้าหลักอย่างมันสำปะหลัง และยางพารา ยังเป็นกลุ่มที่ต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการแสวงหาพืชเศรษฐกิจชนิดใหม่ที่มีความพิเศษ

สำหรับในด้านการค้าระหว่างประเทศนั้น นายวิศิษฐ์ ระบุว่า ไทยต้องมองตลาดล่วงหน้า และเตรียมความพร้อมด้านกฎระเบียบ โดยเฉพาะประเด็นที่กำลังมีการเจรจาเรื่องภาษี หรือข้อกำหนดที่ระดับ 12.5% ซึ่งมีปัจจัยหลัก 2 ประการที่ต้องดำเนินการ คือการปรับปรุงกฎหมายแรงงานที่คาดว่าจะเข้าสู่การพิจารณาของสภาในเร็ว ๆ นี้ และการชี้แจงเรื่องการใช้กำลังการผลิตสินค้าส่วนเกิน ซึ่งการเจรจากับสหรัฐมีกำหนดที่ รมว.พาณิชย์ จะเข้าชี้แจงในช่วงปลายเดือนส.ค.นี้ 

พร้อมมองว่า ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องยังคงต้องทำงานหนัก เพื่อรองรับกรณึการเก็บภาษีของสหรัฐฯ ที่อาจกลับไปอยู่ในระดับสูงสุดถึง 36% ได้ในอนาคต ซึ่งประเด็นนี้ ต้องวางแผนล่วงหน้าเพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับการส่งออกของไทยในระยะต่อไปได้

โดย ฐานิสร์ ทองนอก/ กษมาพร กิตติสัมพันธ์