
รัฐสภาอิหร่านลงมติเห็นชอบหลักการร่างกฎหมายฉบับใหม่ที่มุ่งสกัดอิทธิพลจากต่างประเทศเมื่อวันอาทิตย์ (16 ส.ค.) โดยกำหนดบทลงโทษแก่ผู้ให้สัมภาษณ์หรือสื่อสารกับสื่อต่างชาติที่รัฐบาลมองว่าเป็นปฏิปักษ์ต่อสาธารณรัฐอิสลาม ครอบคลุมสื่อสหรัฐฯ และอิสราเอล ตลอดจนสื่อที่ได้รับเงินทุนจากสองประเทศ
ภายใต้ร่างกฎหมายนี้ การให้สัมภาษณ์หรือเข้าร่วมการอภิปรายกับสื่อที่ถูกจัดว่าเป็นปฏิปักษ์จะมีความผิด ผู้ฝ่าฝืนอาจถูกจำคุก 6 เดือนถึง 2 ปี
ส่วนการให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างประเทศอื่น ๆ ที่ไม่ถูกจัดว่าเป็นปฏิปักษ์ จะต้องแจ้งกระทรวงข่าวกรอง ขณะที่การติดต่อสถานทูต สำนักงานองค์กรต่างชาติ หรือหน่วยงานที่ไม่ใช่ของอิหร่านโดยไม่แจ้งและไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากกระทรวงการต่างประเทศ อาจมีโทษปรับและถูกจำกัดสิทธิทางสังคมบางประการ
ร่างกฎหมายยังเพิ่มบทลงโทษความผิดทางเศรษฐกิจที่กระทำตามคำสั่งหรืออยู่ภายใต้การกำกับของชาวต่างชาติ ห้ามให้ข้อมูลแก่ชาวต่างชาติโดยไม่ได้รับอนุมัติจากกระทรวงข่าวกรอง และจำกัดความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์กับสถาบันต่างประเทศที่อยู่นอกบัญชีที่ได้รับอนุญาต
นอกจากนี้ ผู้ที่เสนอแนวนโยบายหรือร่างกฎหมายตามคำสั่งของหน่วยข่าวกรองต่างชาติ หากการดำเนินการดังกล่าวกระทบต่อความมั่นคงหรือเอกราชของอิหร่าน อาจต้องโทษจำคุกสูงสุด 30 ปี โดยคดีจะเข้าสู่การพิจารณาของศาลปฏิวัติ
อย่างไรก็ดี รายละเอียดของร่างกฎหมายดังกล่าวยังไม่ถือเป็นข้อสรุป เนื่องจากรัฐสภายังต้องพิจารณาเนื้อหาเป็นรายมาตรา
หลังรัฐสภาอนุมัติเนื้อหาฉบับสุดท้ายแล้ว ร่างกฎหมายจะต้องผ่านการตรวจสอบจากสภาผู้พิทักษ์รัฐธรรมนูญ ก่อนมีผลบังคับใช้เป็นกฎหมาย
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้นต่อเนื่องจากมาตรการของอิหร่านในการควบคุมความร่วมมือกับต่างชาติ ซึ่งย้อนกลับไปเมื่อปี 2568 รัฐบาลอิหร่านได้ออกกฎหมายเพิ่มบทลงโทษผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าร่วมมือกับประเทศที่เป็นศัตรู โดยมีช่างภาพข่าวชาวอิหร่านรายหนึ่งถูกตัดสินจำคุก 15 ปีภายใต้กฎหมายนี้ จากข้อกล่าวหาหลายกระทง รวมถึงการให้สัมภาษณ์สื่อที่รัฐบาลมองว่าเป็นปฏิปักษ์ และส่งภาพถ่ายให้แก่องค์กรที่เชื่อมโยงกับสหรัฐฯ และอิสราเอล
โดย วรวิชญ์ สิทธิวัง/กนิษฐ์นุช สิริสุทธิ์





