“ศุภวุฒิ” ห่วงขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ตัดโอกาสลดดอกเบี้ย จับตาเสี่ยงฟองสบู่ AI

นายศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และที่ปรึกษากลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร กล่าวว่า หลังจากการประกาศตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยไตรมาส 2/69 ออกมาที่ 1.9% แม้ว่าจะดูดีกว่าที่นักวิเคราะห์บางส่วนคาดการณ์ไว้ในเบื้องต้น แต่หากพิจารณาในรายละเอียด จะพบว่าอัตราการเติบโตนี้ ลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 1/69

สำหรับ GDP ในไตรมาส 2/69 ที่ออกมา สะท้อนให้เห็นว่าในเชิงสถิติตัวเลขเศรษฐกิจไม่ได้ปรับตัวดีขึ้นตามที่คาดหวังไว้ โดยปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะที่ผ่านมา คือ การส่งออก ขณะเดียวกัน มูลค่าการนำเข้ากลับขยายตัวสูงกว่ามาก โดยในไตรมาสที่ 2/69 พบว่าการส่งออกขยายตัวราว 12% ในขณะที่การนำเข้าขยายตัวสูงถึง 24% หรือเติบโตกว่าเท่าตัว ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าว ส่งผลให้สภาพัฒน์ต้องปรับประมาณการดุลบัญชีเดินสะพัดใหม่ จากเดิมที่คาดว่าจะเกินดุลมาเป็นการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งถือเป็นประเด็นสำคัญ เนื่องจากการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด เป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจในภาพรวมมีการใช้จ่ายเกินตัว

ขณะที่การขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ประกอบกับราคาน้ำมัน และอัตราเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะไม่สามารถปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายได้ เนื่องจากไม่มีปัจจัยสนับสนุนเพียงพอที่จะดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในขณะนี้ นอกจากนี้ การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดหากไม่มีกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายไหลเข้ามาชดเชยอย่างเพียงพอ อาจส่งผลให้ค่าเงินบาทเกิดความผันผวน และมีทิศทางอ่อนค่าลงได้

อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันยังคงมีกระแสเงินทุนไหลเข้าในรูปแบบของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เช่น การลงทุนในธุรกิจ Data Center , การผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และแผงวงจรพิมพ์ (PCB) ซึ่งประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงของการขยายตัวตามวัฏจักรการลงทุน AI ของโลก

ส่วนกระแสการลงทุนในเทคโนโลยี AI คาดว่าจะยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญไปได้อีกราว 1 ปีครึ่ง ตามตัวเลขที่มีการยืนยันการลงทุนไว้ ทั้งนี้ มีข้อควรระวังเกี่ยวกับความคุ้มค่าของการลงทุนในระยะยาว เพราะเริ่มมีการตั้งคำถามว่าความต้องการใช้งาน AI ในอนาคตจะมีมากพอที่จะสร้างผลตอบแทนให้คุ้มกับเงินลงทุนมหาศาลหรือไม่ หลังจากปัจจุบันเริ่มเห็นสัญญาณความเสี่ยงจากการลงทุนเกินความต้องการ (Over-investment) เพราะบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ ต่างต้องการแข่งขันเพื่อเป็นผู้นำตลาด จึงทุ่มงบประมาณลงทุนเกินขนาดตลาดที่รองรับได้

นอกจากนี้ ยังมีรูปแบบการระดมทุนที่มีลักษณะเป็นวัฏจักร (Circular Financing) เช่น กรณีบริษัทผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์รายใหญ่ เข้าไปลงทุนในศูนย์ข้อมูลเพื่อให้ศูนย์ข้อมูลเหล่านั้นกลับมาซื้อผลิตภัณฑ์ของตนเอง ซึ่งหากเกิดปัญหาในจุดใดจุดหนึ่งของห่วงโซ่นี้ อาจส่งผลกระทบต่อเนื่องไปทั้งระบบ ซึ่งสภาวะดังกล่าวอาจนำไปสู่การเกิดฟองสบู่ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีได้ หากในท้ายที่สุดแล้วผลตอบแทนจากการใช้งาน AI ไม่สามารถนำมาจ่ายคืนหนี้สินหรือสร้างกำไรให้กับผู้ถือหุ้นได้ตามที่คาดหวัง

สำหรับความเสี่ยงของเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลัง ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดคือการเจรจาทางการค้ากับสหรัฐฯ เนื่องจากสหรัฐฯเป็นตลาดส่งออกสำคัญที่มีสัดส่วนถึง 25% ของการส่งออกทั้งหมด หรือคิดเป็นสัดส่วน 14% ของ GDP ไทย ซึ่งหากการเจรจาประสบปัญหาจนกระทบต่อภาคการส่งออก จะส่งผลโดยตรงต่อการเติบโตของ GDP และกดดันให้รัฐบาลต้องออกมาตรการช่วยเหลือ ซึ่งจะนำไปสู่การขาดดุลงบประมาณที่เพิ่มขึ้น และอาจเสี่ยงต่อการถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) ของประเทศได้

โดยปัจจุบันระดับหนี้สาธารณะของไทย มีความซับซ้อนและมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะเมื่อรวมภาระผูกพันตามมาตรา 28 ซึ่งอาจทำให้สัดส่วนหนี้ต่อ GDP เข้าใกล้หรือเกิน 70% ตามกรอบวินัยการเงินการคลัง

นายศุภวุฒิ ยังมองว่า การพิจารณาวินัยทางการคลังอย่างเข้มงวด จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งรัฐบาลควรระมัดระวังการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในลักษณะโครงการ “ไทยช่วยไทย” ที่อาจส่งผลกระทบต่อฐานะการคลังในระยะยาว แม้ว่าในระยะสั้นจะมีเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ไหลเข้ามาจากการลงทุน AI แต่ก็ต้องพิจารณาผลกระทบด้านอื่นประกอบด้วย เช่น การที่ Data Center ใช้พลังงานไฟฟ้าในปริมาณมหาศาล ซึ่งอาจส่งผลให้ประเทศไทยต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้น เพื่อผลิตไฟฟ้า และอาจนำไปสู่สภาวะค่าไฟฟ้าที่มีราคาแพงขึ้นสำหรับภาคส่วนอื่นทั่วประเทศ รวมถึงอุตสาหกรรม Data Center ยังมีการจ้างงานที่ค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับเม็ดเงินลงทุน

พร้อมมองว่า การขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยหลังจากนี้ จะต้องอาศัยความระมัดระวังในการบริหารจัดการ ทั้งด้านการคลัง การรักษาตลาดส่งออกหลัก อย่างสหรัฐ และการประเมินความเสี่ยงจากการลงทุนในเทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างรอบด้าน เพื่อให้เกิดการเติบโตที่ยั่งยืน และไม่สร้างภาระหนี้สินเกินตัวในอนาคต

โดย จีรายุทธ จันทรงสกุล/ กษมาพร กิตติสัมพันธ์