In Focus: นับถอยหลัง IMF-เวิลด์แบงก์ รีเทิร์นกรุงเทพฯ ถกโจทย์เศรษฐกิจโลก-ทางออกประเทศกำลังพัฒนา

อีกเพียง 5 วัน สถานที่แห่งหนึ่งซึ่งถูกสร้างขึ้นเมื่อ 35 ปีก่อนเพื่อรองรับเหตุการณ์ครั้งประวัติศาสตร์ของโลก จะกลับมาเป็นจุดสนใจอีกครั้ง โดยศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งเคยสร้างขึ้นเพื่อเป็นสถานที่จัดงานประชุมประจำปี กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank) เมื่อปี 2534 กำลังเตรียมความพร้อมเพื่อต้อนรับการกลับมาของงานนี้อีกครั้ง

ตั้งแต่วันที่ 12 ถึง 18 ตุลาคม ผู้แทนกว่า 15,000 คน จาก 191 ประเทศทั่วโลก รวมถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผู้ว่าการธนาคารกลาง ผู้บริหารองค์กรเพื่อการพัฒนา และผู้นำภาคธุรกิจ จะมารวมตัวกันที่กรุงเทพมหานคร และจะทำให้กรุงเทพฯ เป็นศูนย์รวมของผู้กำหนดนโยบายและผู้บริหารด้านเศรษฐกิจและการเงินจากทั่วโลกในการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569

สำหรับวาระการประชุมอย่างเป็นทางการนั้นแน่นอัดแน่นไปด้วยหลายประเด็น ตั้งแต่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) การจ้างงาน ทุนภาคเอกชน พลังงาน ไปจนถึงการค้า 

นอกจากนี้ IMF จะใช้ไทยเป็นเวทีเปิดเผยรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (World Economic Outlook) ฉบับล่าสุด ซึ่งจะระบุตัวเลขประมาณการเศรษฐกิจโลกประจำปี 2569 และ 2570

ทว่าภายใต้หัวข้อเหล่านี้ยังมีคำถามที่ซ่อนอยู่ นั่นคือ จะเกิดอะไรขึ้นกับโลกใบนี้ เมื่อการกู้ยืมเงินของประเทศที่ร่ำรวยที่สุดกลับมีต้นทุนที่แพงขึ้น

คริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการจัดการ IMF ได้เปิดประเด็นสำคัญนี้ไว้ตั้งแต่เมื่อเดือนที่แล้ว โดยเตือนว่า ภาระหนี้สินที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์รวมถึงอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่ปรับตัวสูงขึ้นในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ กำลังส่งผลกระทบและเสี่ยงที่จะทำลายความก้าวหน้าของประเทศกำลังพัฒนาและประเทศที่มีรายได้น้อยที่ได้พยายามเร่งลดระดับหนี้สินของตนเอง

คำเตือนดังกล่าวยังคงเป็นข่าวใหญ่ที่ได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง และอาจเป็นหนึ่งในหัวข้อหลักที่เชื่อมโยงทุกการหารือในการประชุมสัปดาห์หน้า

เลือกกรุงเทพฯ จัดประชุมใหญ่ ชูบทบาทกำหนดวาระการเงินการค้า

โดยปกติแล้ว การประชุมประจำปี IMF-เวิลด์แบงก์ จะจัดขึ้น ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เป็นเวลา 2 ปี และในปีที่ 3 จะหมุนเวียนไปจัดที่ประเทศอื่น เพื่อสะท้อนความเป็นนานาชาติของทั้งสองสถาบัน ทั้งนี้ ไทยเคยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพครั้งล่าสุดเมื่อปี 2534 ซึ่ง IMF ระบุว่า การกลับมาจัดงานที่ไทยอีกครั้งในรอบหลายสิบปีนี้ ถือเป็นการยอมรับบทบาทของทั้งไทยและภูมิภาคเอเชียในการกำหนดวาระความมั่นคงทางเศรษฐกิจและการเงินโลก

ทิศทางดังกล่าวถือเป็นความตั้งใจอย่างชัดเจน เนื่องจากภูมิภาคเอเชียคือเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนการเติบโตและการผลิตของโลก ทั้งยังเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากแรงกดดันทางเศรษฐกิจโลกโดยตรง ไม่ว่าจะในเรื่องเส้นทางการขนส่งพลังงานไปจนถึงซัพพลายเชนชิปเซมิคอนดักเตอร์ ขณะเดียวกัน กรุงเทพฯ ยังทำหน้าที่เป็นเวทีอุ่นเครื่องมาอย่างต่อเนื่อง โดย IMF ได้ร่วมเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมทบทวนเศรษฐกิจประจำปีที่กรุงเทพฯ เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา รวมถึงจัดการประชุม “Asia in 2050” (เอเชียในปี 2593) เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมาเช่นกัน

เศรษฐกิจโลกซ่อนความเปราะบาง แม้ตัวเลขทรงตัวแต่เหลื่อมล้ำสูง

ภาพรวมการเติบโตทางเศรษฐกิจดูทรงตัวหากมองเพียงตัวเลขบนหน้ากระดาษ แต่ในความเป็นจริงกลับซ่อนความเปราะบางเอาไว้

รายงานประมาณการล่าสุดของ IMF คาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกไว้ที่ 3.0% สำหรับปี 2569 และ 3.4% สำหรับปี 2570 ซึ่งโดยรวมแล้วแทบไม่เปลี่ยนแปลงจากตัวเลขเมื่อเดือนเมษายน 

ตัวเลขดังกล่าวอาจดูไม่น่ากังวลมากนัก แต่ IMF ชี้ว่าความจริงกลับมีความเหลื่อมล้ำอย่างมาก โดยผลกระทบจากสงครามกำลังกดดันกลุ่มประเทศนำเข้าพลังงานและกลุ่มประเทศที่มีความเปราะบางทางเศรษฐกิจ ในขณะที่ความต้องการที่ขับเคลื่อนด้วย AI กำลังช่วยผลักดันเศรษฐกิจของประเทศที่มีบทบาทในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี

ปัจจัยทั้งสองด้านกำลังส่งผลต่อเศรษฐกิจในทิศทางที่แตกต่างกัน สงครามในตะวันออกกลางและการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ได้กลายเป็นปัจจัยฉุดรั้งกลุ่มประเทศผู้นำเข้าพลังงาน โดยเมื่อเดือนกรกฎาคม IMF เคยตั้งสมมติฐานไว้ว่าช่องแคบแห่งนี้จะเริ่มกลับมาเปิดอีกครั้งในช่วงกลางเดือนกรกฎาคม และสถานการณ์จะเข้าสู่ภาวะปกติภายในเดือนมีนาคม 2570 ทว่านับจนถึงปัจจุบัน ช่องแคบดังกล่าวคงปิดอยู่ ความคลาดเคลื่อนนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะหมายความว่าหนึ่งในสมมติฐานหลักที่ใช้อ้างอิงตัวเลขคาดการณ์เหล่านี้ยังไม่เกิดขึ้นจริง

มหาอำนาจก่อหนี้ ดันดอกเบี้ยโลกพุ่ง ทำชาติกำลังพัฒนาแบกรับกรรม

IMF เปิดเผยว่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (บอนด์ยีลด์) ที่ปรับตัวสูงขึ้นนั้น เป็นผลมาจากระดับหนี้สินรวมที่เพิ่มสูงขึ้น แรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่สืบเนื่องมาจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงการแย่งชิงเงินทุนจากการออกตราสารหนี้ที่เกี่ยวข้องกับ AI ทั้งนี้ พันธบัตรรัฐบาลของประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดในโลกถือเป็นดัชนีชี้วัดต้นทุนการกู้ยืมของทุกประเทศทั่วโลก ดังนั้น เมื่อผลตอบแทนพันธบัตรเหล่านี้ปรับตัวสูงขึ้น นักลงทุนจึงเรียกร้องผลตอบแทนที่สูงขึ้นตามไปด้วยในการปล่อยกู้

สำหรับประเทศกำลังพัฒนาแล้ว ผลกระทบที่เกิดขึ้นเป็นไปตามกลไก เนื่องจากอัตราผลตอบแทนอ้างอิงที่สูงขึ้นจะส่งผลให้ต้นทุนการชำระหนี้และการรีไฟแนนซ์เพิ่มขึ้นทันที ซึ่งอาจลบล้างผลสำเร็จจากการปฏิรูปการคลังและการสร้างความน่าเชื่อถือในสายตานักลงทุนที่ประเทศนั้น ๆ พยายามทุ่มเททำมาทั้งหมด ต่อให้รัฐบาลจะทำทุกอย่างถูกต้องในประเทศของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นการลดความสูญเสีย เพิ่มรายได้ และสร้างความเชื่อมั่น แต่ก็ยังอาจต้องเผชิญกับภาระดอกเบี้ยที่เพิ่มสูงขึ้นอยู่ดี เพียงเพราะการตัดสินใจที่เกิดขึ้นในประเทศมหาอำนาจ

IMF ยังย้ำด้วยว่า ปัญหานี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในกลุ่มประเทศที่ยากจนที่สุดเท่านั้น เพราะตลาดเกิดใหม่ที่มีรายได้ปานกลางเองก็ใช้เวลานานหลายปีในการสร้างความไว้วางใจจากนักลงทุน แต่ความสำเร็จเหล่านั้นกลับเสี่ยงที่จะถูกลบล้างด้วยต้นทุนการชำระหนี้ที่สูงขึ้น

นี่คือเหตุผลที่ทำให้การประชุมครั้งนี้ที่กรุงเทพฯ มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะการเพิ่มขึ้นของผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลทั่วโลกเปรียบเสมือนภาษีซ้ำเติมผู้กู้ที่จำเป็นต้องรีไฟแนนซ์ โดยเฉพาะประเทศที่เพิ่งเริ่มฟื้นฟูเสถียรภาพทางการเงินของตนเองได้สำเร็จจะกลายเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด เนื่องจากยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการสะสมทุนสำรอง และยังคงมีภาระหนี้สินก้อนใหญ่ที่ต้องหมุนเวียนกู้ใหม่อยู่ตลอดเวลา

AI ดาบสองคมเศรษฐกิจโลก ดันต้นทุนกู้ยืมพุ่ง-ซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำ

เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI กลายเป็นหัวข้อหลักที่สอดแทรกอยู่ในเกือบทุกวาระการประชุม ซึ่งในมุมมองด้านบวกนั้น เป็นที่เชื่อกันว่า AI จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และช่วยให้ระบบเศรษฐกิจรับมือภาระหนี้สิน รวมถึงแรงกดดันจากกำลังแรงงานที่ลดลงอันเป็นผลจากปัญหาประชากรสูงวัย

อย่างไรก็ตาม โอกาสย่อมมาพร้อมความเสี่ยง โดย IMF มองว่า การที่ตลาดอาจเกิดการปรับฐานอันเป็นผลมาจากการประเมินความสามารถในการทำกำไรของ AI ใหม่ ถือเป็นหนึ่งในความเสี่ยงขาลง ขณะที่ฟิทช์ (Fitch) ก็เคยออกมาเตือนเรื่องโอกาสที่ตลาด AI จะเกิดการปรับฐานเช่นกัน เมื่อพิจารณาจากราคาหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่พุ่งสูงเกินจริง บวกกับหนี้สินจำนวนมหาศาล นอกจากนี้ยังมองว่า AI กำลังเพิ่มความเหลื่อมล้ำระหว่างประเทศพัฒนาแล้วกับประเทศกำลังพัฒนา เพราะประเทศที่มีศักยภาพในการเข้าถึง AI เงินทุน และเทคโนโลยีขั้นสูงได้มากกว่า จะอยู่ในจุดที่ได้เปรียบในการเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

ประเด็นเหล่านี้มีความเชื่อมโยงกันอย่างชัดเจน เนื่องจากบริษัทเทคโนโลยี AI กำลังกู้ยืมเงินมหาศาล ซึ่งเข้าไปเพิ่มดีมานด์ในตลาดทุนและดันอัตราผลตอบแทนให้ปรับตัวสูงขึ้น และหากกระแสฟองสบู่ AI เกิดการพลิกผัน ตลาดก็อาจมีการปรับราคาอย่างรุนแรง จนส่งผลกระทบเป็นลูกคลื่นไปยังกลุ่มประเทศที่มีความสามารถในการรองรับแรงกระแทกได้น้อยที่สุด

เปิด 5 ไฮไลต์สำคัญเวที IMF กรุงเทพฯ: จับตาประธานเฟด-รายงานเศรษฐกิจโลก-วิกฤตฮอร์มุซ

  • รายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (World Economic Outlook) วันที่ 13 ตุลาคม: ตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญด่านแรกที่ต้องจับตา เพื่อดูว่าแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจโลกยังคงเกาะกลุ่มตามประมาณการเดิมหรือไม่ และ IMF ยังคงยึดสมมติฐานเรื่องการเปิดช่องแคบฮอร์มุซตามเดิมหรือไม่ หากรายงานฉบับนี้ส่งสัญญาณขยายระยะเวลาฟื้นตัวของสถานการณ์พลังงานออกไปอีก กลุ่มประเทศผู้นำเข้าพลังงานอาจต้องเตรียมรับมือกับการถูกหั่นประมาณการเศรษฐกิจลง
  • จับตา “เควิน วอร์ช” ขึ้นเวที ก่อน FED Blackout: หนึ่งในไฮไลต์สำคัญในการประชุมนี้ คือการปรากฏตัวของเควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ซึ่งเป็นผู้กุมบังเหียนธนาคารกลางที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดในโลก โดยประธานเฟดมีกำหนดขึ้นเวทีร่วมกับคริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการจัดการ IMF ในวันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม เวลา 10:30-11:00 น. ในรายการที่ใช้ชื่อว่า “Managing Director’s Fireside Chat with Federal Reserve Chairman Kevin Warsh” ซึ่งทั้งสองจะพูดคุยกันบนเวทีเกี่ยวกับเศรษฐกิจสหรัฐฯ เงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ย และทิศทางนโยบายของเฟด โดยคาดว่าจะเป็นที่สนใจของตลาดการเงินทั่วโลก
    การกล่าวถ้อยแถลงของวอร์ชในวันที่ 16 ตุลาคม ถือว่ามีความสำคัญ เนื่องจากวันที่ 17 ตุลาคม เป็นวันที่เฟดจะเริ่มเข้าสู่ช่วงงดเว้นการแสดงความเห็นเกี่ยวกับนโยบายการเงิน (Blackout Period) ก่อนที่เฟดจะจัดการประชุมกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ในวันที่ 27-28 ตุลาคม
  • บททดสอบอำนาจของ IMF ต่อประเทศมหาอำนาจ: สถาบันคลังสมอง แอตแลนติก เคาน์ซิล (Atlantic Council) มองว่า การประชุมที่กรุงเทพฯ ครั้งนี้จะเป็นบททดสอบสำคัญว่า IMF พร้อมจะใช้อำนาจของตนเองหรือไม่ หาก IMF ไม่สามารถส่งเสียงเตือนได้อย่างตรงไปตรงมาในยามที่นโยบายของประเทศเหล่านี้กำลังคุกคามเสถียรภาพการเงินโลก หน้าที่ในการกำกับดูแลของ IMF ก็แทบไม่เหลือความหมายในทางปฏิบัติ เพราะต้นตอของแรงกดดันในปัจจุบันมาจากปัญหาการขาดดุลมหาศาลของประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ จึงต้องจับตาดูน้ำหนักและภาษาที่ IMF เลือกใช้เตือนมหาอำนาจทั้งฝั่งตะวันตกและตะวันออก
  • ความย้อนแย้งเรื่อง AI: คาดว่าจะมีมุมมองที่ขับเคี่ยวกันสองฝั่ง ด้านหนึ่งคือการนำเสนอโอกาส ทั้งเรื่องการสร้างงาน การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และการกระตุ้นการลงทุนจากภาคเอกชน ส่วนอีกด้านคือความเสี่ยง ไม่ว่าจะเป็นราคาหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่สูงเกินจริง การกระจุกตัวของผลประโยชน์อยู่เพียงบางกลุ่ม และความเหลื่อมล้ำที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ สิ่งที่ต้องจับตาคือ บรรดาผู้นำจะยอมรับความเป็นจริงว่า กระแสเงินทุนที่ไหลทะลักเข้าสู่วงการ AI อาจกำลังแย่งชิงสภาพคล่องไปจากผู้กู้รายอื่นในตลาดหรือไม่
  • ช่องแคบฮอร์มุซ: พลังงานคือประเด็นที่แทรกซึมอยู่ในทุกเรื่อง หากช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเปิดทำการได้ตามปกติ ก็จะช่วยลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ และในทางทฤษฎีจะช่วยลดความร้อนแรงของผลตอบแทนพันธบัตรลงได้บ้าง แต่หากยังคงปิดทำการอยู่อย่างต่อเนื่อง แรงกดดันนี้ก็จะยังคงอยู่ต่อไป ดังนั้น ความเคลื่อนไหวหรือการเปลี่ยนแปลงสถานะของช่องแคบแห่งนี้ตลอดสัปดาห์การประชุม จะส่งผลกระทบสะท้อนไปถึงทุกวงหารืออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

การหวนคืนสู่กรุงเทพฯ ในรอบ 35 ปี ของการประชุม IMF-เวิลด์แบงก์ จึงไม่ได้เป็นเพียงสัญลักษณ์แสดงความพร้อมของไทยและบทบาทที่โดดเด่นของภูมิภาคเอเชียบนเวทีโลกเท่านั้น หากแต่ยังเป็นบททดสอบครั้งสำคัญของระบบการเงินระหว่างประเทศในการหาทางออกให้กับโจทย์ใหญ่ที่ท้าทาย ทั้งวิกฤตภาระหนี้สิน ต้นทุนการกู้ยืมที่พุ่งสูงตามอัตราผลตอบแทนพันธบัตร และความเหลื่อมล้ำทางเทคโนโลยีที่กำลังขยายตัว ท่ามกลางสายตาของประชาคมโลกที่จับจ้องมายังเวทีกรุงเทพฯ ผลลัพธ์จากการหารือตลอดสัปดาห์หน้าจะเข้ามาเป็นตัวชี้ชะตาว่า ผู้นำระดับโลกจะส่งเสียงเตือนอย่างตรงไปตรงมา และร่วมกันประคับประคองกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาให้ก้าวผ่านคลื่นความผันผวนครั้งนี้ไปได้หรือไม่

โดย กนิษฐ์นุช สิริสุทธิ์/กัลยาณี ชีวะพานิช