บมจ.ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก [OR] ส่งสัญญาณผลงานครึ่งปีหลัง 2569 กลับมาสดใส หลังไตรมาส 2 แตะจุดต่ำสุดจากผลกระทบสต็อกน้ำมัน คาดไตรมาส 3/69 ผลการดำเนินงานกลับสู่ระดับใกล้ปกติ รับอานิสงส์ราคาน้ำมันเริ่มนิ่งและการบริหารคลังน้ำมันอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมกางแผนปรับโครงสร้างพอร์ตธุรกิจ เพิ่มสัดส่วน EV และธุรกิจ Lifestyle ลดความผันผวนระยะยาว และเดินหน้าเคลียร์สินทรัพย์ไม่ทำกำไรและปรับกลยุทธ์ในกัมพูชา
นางสาวปิติรัตน์ รัตนโชติ ผู้จัดการฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ บมจ.ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก [OR] เปิดเผยถึงแนวโน้มการดำเนินงานของบริษัท โดยประเมินว่าในช่วงไตรมาส 2/69 ผลการดำเนินงานถือเป็นจุดต่ำสุดของบริษัท และจะกลับมาฟื้นตัวขึ้นอย่างมากในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 เนื่องจากราคาน้ำมันเริ่มผันผวนน้อยลง และการบริการจัดการระดับสินค้าคงคลังได้อย่างเหมาะสมมากขึ้น
ช่วงไตรมาส 2/69 ที่ผ่านมา ราคาน้ำมันมีความผันผวนอย่างมากจากสถานการณ์สงคราม โดยปรับตัวขึ้นไปเฉลี่ยถึง 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ก่อนจะปรับลดลงมา OR ในฐานะผู้นำตลาดจำเป็นต้องสำรองน้ำมันไว้ให้เพียงพอต่อการใช้ในประเทศ ส่งผลให้ได้รับผลกระทบทางบัญชีแบบ Conservative รวมเป็นผลกระทบจาก Stock loss และ NRV สูงถึง 11,000 ล้านบาท แบ่งเป็น Stock loss ราว 8,000-9,000 ล้านบาท และ NRV ราว 2,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม หากไม่รวมผลกระทบดังกล่าว Marketing Margin ของบริษัทยังคงอยู่ในระดับที่เหมาะสม
สำหรับแนวโน้มไตรมาส 3/69 ความผันผวนของราคาน้ำมันเริ่มลดลง โดยช่วงที่เหลือของปีคาดการณ์กรอบราคาน้ำมันดิบอยู่ที่ 82-94 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สูงกว่าปีก่อนที่อยู่ระดับ 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล บริษัทยังคงต้องระมัดระวังและบริหารระดับสินค้าคงคลัง (Inventory level) ให้เหมาะสม โดยระดับอินเวนทอรีจากที่เคยเกินมา 2-3 วันในไตรมาส 2/69 ได้ลดลงมาสู่ระดับปกติที่เฉลี่ย 14 วันแล้ว ส่งผลให้ผลกระทบจาก Stock loss ในไตรมาส 3/69 จะน้อยมาก และอาจไม่มีรายการ NRV เข้ามาอีก ทำให้ผลประกอบการฟื้นตัวได้ดี
สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจโลกปีนี้เติบโต 3% ชะลอตัวลงจากปีก่อนหน้าอันเนื่องมาจากภาวะสงครามและอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้น เช่นเดียวกับเศรษฐกิจไทย โดยแบงก์ชาติประเมิน GDP ปี 2569 ไว้ที่ 2.3% ขณะที่สภาพัฒน์ประเมินไว้ที่ 2.2% ซึ่งในไตรมาส 2 เติบโตเพียง 1.9% ถือว่าชะลอตัวอย่างมากและรั้งท้ายในกลุ่มอาเซียน ส่งผลให้อำนาจการซื้อของประชาชนลดลง มีการระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น
จากปัจจัยดังกล่าว คาดว่าปริมาณขาย (Volume) น้ำมันรวมทั้งปี 69 จะทรงตัวหรือลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปี 68 โดยกลุ่มขายปลีก (Retail) ยังคงเติบโตต่อเนื่องและสูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ ขณะที่กลุ่ม Commercial คาดปริมาณขายลดลงเนื่องจากอุปสงค์ชะลอตัว ขณะที่อุปทานในตลาดมีสูง ทำให้เกิดการแข่งขันค่อนข้างรุนแรง ด้านน้ำมันอากาศยาน (Jet) คาดว่าจะทรงตัว เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจของนักท่องเที่ยวบางประเทศยังมีปัญหา ประกอบกับสายการบินต้องระมัดระวังเรื่องต้นทุนราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นจนอาจต้องลดเที่ยวบินลง
ด้านสถานะลูกหนี้เงินชดเชยจากกองทุนน้ำมันฯ ณ สิ้นเดือนมิถุนายน คงค้างอยู่ที่ 13,000 – 14,000 ล้านบาท ซึ่งที่ผ่านมามีการทยอยได้รับเงินคืนมาโดยตลอด และจากสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ผันผวนน้อยลง คาดว่าสถานะลูกหนี้กองทุนจะลดลงเรื่อยๆ จนอยู่ในระดับที่ไม่น่ากังวล
*วางเป้า EV-คาเฟ่ อเมซอน ชดเชยรายได้จากธุรกิจน้ำมัน
ทั้งนี้ ในระยะยาวบริษัทวางเป้าหมายปรับโครงสร้างพอร์ตธุรกิจ โดยธุรกิจ EV บริษัทวางเป้าหมายให้ EV เข้ามาชดเชยรายได้จากธุรกิจน้ำมันที่มีความผันผวน และช่วยเพิ่มมาร์จิ้นในอนาคต โดยตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วน EV ให้เป็น 10% ของกลุ่ม Mobility ภายใน 5-6 ปีข้างหน้า ผ่านการลงทุนอย่างต่อเนื่อง
ขณะที่ธุรกิจ Lifestyle ยังคงรักษาระดับ EBITDA ในระดับสองหลัก (Double digit) เมื่อเทียบกับ Mobility ที่เป็นหลักเดียว โดยมีแบรนด์หลักอย่าง Café Amazon ที่ยังคงเติบโต ยอดขายเพิ่มขึ้น และเดินหน้าขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังเดินหน้าขยายตลาดต่างประเทศ โดยบริษัทตั้งเป้าขยายสาขา Café Amazon ในประเทศบังกลาเทศ ซึ่งเป็นตลาดใหม่ที่ยังมีโอกาสโตสูง จากการเติบโตของ GDP เหมาะสมและยังไม่มีผู้เล่นมาก ในระยะแรกตั้งเป้าไว้ที่ 100 สาขา เพื่อใช้เป็นประตูสู่ภูมิภาคเอเชียใต้
ขณะเดียวกันบริษัทยังคงเดินหน้าบริหารจัดการสินทรัพย์ที่ไม่ทำกำไรอย่างต่อเนื่อง ดังเช่นที่เคยถอนการลงทุนใน Texas Chicken สำหรับสถานการณ์ในประเทศกัมพูชาแม้จะมีโอกาสในการเติบโตแต่ก็มีความขัดแย้งทางชายแดนที่เกิดขึ้น ทำให้สูญเสียโอกาส ซึ่งบริษัทอยู่ระหว่างการพิจารณาปรับกลยุทธ์การลงทุนและทบทวนสินทรัพย์ในกัมพูชาอย่างจริงจัง โดยจะมีความชัดเจนออกมาในเร็วๆ นี้
โดย วรินทร ศิรินอก/รัชดา คงขุนเทียน





