“เบสเซนต์” เผยโครงการซื้อคืนบอนด์อาจมีมูลค่าสูงกว่า 4 พันล้านดอลล์

“เราจะเพิ่มขนาดของโครงการซื้อคืน ผมอยากย้ำว่า มันอาจจะมากกว่า 4 พันล้านดอลลาร์ต่อการซื้อคืนแต่ละครั้ง”

อย่างไรก็ดี นายเบสเซนต์ปฏิเสธที่จะระบุตัวเลขที่แน่นอน โดยกล่าวว่าจะขึ้นอยู่กับสภาวะตลาด

“เราจะดูว่าสภาวะตลาดเป็นอย่างไร ซึ่งเราจะทำการวิเคราะห์ สิ่งเดียวที่เราพยายามทำคือทำให้ผู้คนให้ความสนใจกับปัจจัยพื้นฐาน และไม่ซื้อขายตามข่าวพาดหัว ในช่วงเวลาที่ตลาดค่อนข้างเงียบและมีสภาพคล่องต่ำ”

กระทรวงการคลังสหรัฐแถลงวานนี้ว่า ทางกระทรวงฯ จะเพิ่มขนาดการซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาลมากกว่าสองเท่า

ทั้งนี้ ภายใต้โครงการดังกล่าว กระทรวงการคลังจะซื้อคืนพันธบัตรในช่วงอายุ 10-20 ปี และ 20-30 ปี โดยทางกระทรวงฯ จะเพิ่มขนาดวงเงินสูงสุดของการซื้อคืนพันธบัตรดังกล่าวอย่างน้อยเป็นสองเท่า จากเดิม 2 พันล้านดอลลาร์ เป็น “อย่างน้อย” 4 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้จะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน และจะดำเนินต่อไปจนถึงวันที่ 4 พฤศจิกายน

นายเบสเซนต์กล่าวว่า กระทรวงการคลังสหรัฐจะเข้าแทรกแซงในพันธบัตรรัฐบาลระยะยาว ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาอัตราผลตอบแทนได้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก

นายเบสเซนต์กล่าวว่า ระดับของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรไม่ได้เป็นปัจจัยที่ใช้ตัดสินใจเรื่องการซื้อคืนพันธบัตร และเขาต้องการให้ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจเป็นตัวกำหนดทิศทางตลาด

นายเบสเซนต์กล่าวว่า ระดับการซื้อขายในปัจจุบันไม่ได้สะท้อนสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน

“เรามีเครื่องมือมากมาย ดังนั้นเราจะดูกันต่อไป ส่วนหนึ่งคือการส่งสัญญาณ และแสดงให้เห็นว่าเราเชื่อว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรไม่ได้สะท้อนปัจจัยพื้นฐานที่แท้จริง”

เขายังระบุว่า สภาพคล่องของพันธบัตรอายุ 30 ปีนั้น “แย่มาก” ซึ่งเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้กระทรวงการคลังมีแรงจูงใจที่จะเข้าแทรกแซงในตลาดที่โดยปกติแล้วถือว่ามีสภาพคล่องและมีการซื้อขายสูง

ทั้งนี้ มีหลายปัจจัยรวมกันที่ผลักดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวสูงขึ้น ได้แก่:-

  • หนี้และการขาดดุลงบประมาณของสหรัฐที่เพิ่มสูงขึ้น
  • การแข่งขันจากสินทรัพย์ประเภทอื่น เช่น การออกตราสารหนี้ภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI)
  • อัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้นในประเทศอื่น ๆ เช่น ญี่ปุ่น
  • term premium ที่เพิ่มสูงขึ้น หรือผลตอบแทนส่วนเพิ่มที่นักลงทุนต้องการเพื่อแลกกับการถือครองพันธบัตรรัฐบาล

นายเบสเซนต์ยังกล่าวว่า เขาจะพบกับนายรัสเซลล์ วอจต์ หัวหน้าสำนักงานบริหารและงบประมาณของสหรัฐ เพื่อหารือเกี่ยวกับสถานะการคลัง

กระทรวงการคลังเปิดเผยวานนี้ว่า หนี้สาธารณะของสหรัฐได้พุ่งทะลุระดับ 40 ล้านล้านดอลลาร์ในสัปดาห์นี้

“ไม่มีอะไรพิเศษหรือมีมนตร์วิเศษอะไรเกี่ยวกับตัวเลข 40 ล้านล้านดอลลาร์ และเราสามารถทำให้เศรษฐกิจเติบโตเพื่อก้าวพ้นปัญหานี้ได้”

“ข้อความของเราที่ส่งถึงพันธมิตรและคู่ค้าทางการค้าคือ การเติบโตของเศรษฐกิจโลกคือหนทางที่จะจัดการกับภูเขาหนี้ก้อนมหึมานี้” เขากล่าวเสริม

โดย ก้องเกียรติ กอวีรกิติ