SCB EIC คาดศก.ไทยปี 69 โต 2% ส่งออก-ลงทุน-มาตรการรัฐหนุน ก่อนชะลอเหลือ 1.9% ในปี 70

นายปุณยวัจน์ ศรีสิงห์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะขยายตัวได้ 2% โดยมีแรงสนับสนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายใต้ พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท โดยเฉพาะมาตรการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ประกอบกับการส่งออก และการลงทุนภาคเอกชนที่ยังขยายตัวได้ดี

อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยยังเผชิญความเสี่ยงจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง ภาวะเอลนีโญ และมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ รวมถึงปัญหาการเติบโตที่กระจุกตัวอยู่บางอุตสาหกรรม ทำของให้การฟื้นตัวยังมีความเปราะบาง

SCB EIC มองว่า ในปี 2570 เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวชะลอลงเล็กน้อย มาอยู่ที่ 1.9% เนื่องจากแรงสนับสนุนจากมาตรการภาครัฐทยอยหมดลง ขณะที่เศรษฐกิจไทยยังขาดแรงขับเคลื่อนใหม่ที่สามารถสร้างการเติบโตในวงกว้างและต่อเนื่อง แม้เศรษฐกิจไทยในช่วงที่ผ่านมา เติบโตดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ ท่ามกล่างผลกระทบจากสงครามและกำแพงภาษี แต่การเติบโตส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในภาคการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวข้องกับ AI ซึ่งขยายตัวอย่างก้าวกระโดด แตกต่างจากสินค้าที่ไม่ใช่อิเล็กทรอนิกส์อย่างชัดเจน อีกทั้งกระจุกตัวในกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่

“เศรษฐกิจในประเทศ อาจไม่ได้รับประโยชน์จากการเติบโตของ AI มากเท่ากับตัวเลขส่งออก เนื่องจากสินค้าส่งออกกลุ่มดังกล่าว ยังพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบ และชิ้นส่วนต้นทุนสูง เช่น ชิป และเซมิคอนดักเตอร์ ทำให้มูลค่าเพิ่มที่ตกอยู่ในระบบเศรษฐกิจไทย  รวมถึงผลต่อการจ้างงาน และรายได้ในประเทศยังมีข้อจำกัด” นายปุณยวัจน์ ระบุ

ขณะที่ การลงทุนที่เกี่ยวข้องกับ AI ในไทยยังมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง สอดคล้องกับการลงทุนของบริษัทเทคโนโลยี และผู้ให้บริหารคลาวด์รายใหญ่ของโลก หรือ Hyperscalers โดยเม็ดเงินโดยตรงจากต่างประเทศ ( FDI ) ในไทย ปัจจุบันกระจุกตัวอยู่ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี Data Center และพลังงาน ขณะที่การลงทุนในอุตสาหกรรมอื่น มีขนาดลดลงมากเมื่อเทียบกับอดีตแม้เม็ดเงินลงทุนเพิ่มขึ้น แต่กำลังการผลิตโดยรวมของประเทศยังไม่ได้ถูกใช้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากการขยายตัวกระจุกอยู่ในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ และเทคโนโลยีบางกลุ่ม จึงอาจสร้างผลบวกต่อเศรษฐกิจไทยในวงจำกัดเช่นเดียวกับภาคส่งออก

* เศรษฐกิจไทยยังเปราะบาง หนี้ครัวเรือนสูง ฉุดกำลังซื้อ-การบริโภคในประเทศ

นอกจากนี้  ยังมีอีกหนึ่งสัญญาณที่สะท้อนความเปราะบางของเศรษฐกิจไทย โดยข้อมูลการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ระบุว่า รายได้เฉลี่ยของครัวเรือนไทยปี 2568 ลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปี  เป็นรายได้จากการทำงาน การลงทุน  ทรัพย์สิน และดอกเบี้ยต่างปรับลดลง มีเพียงรายได้จากความช่วยเหลือของภาครัฐที่เพิ่มขึ้น  ซึ่งส่วนใหญ่ช่วยพยุงกลุ่มครัวเรือนรายได้น้อย

ขณะที่สัดส่วนหนี้ครัวเรือนที่ลดลง ไม่ได้หมายความว่าฐานะการเงินของประชาชนดีขึ้นทั้งหมด แต่ส่วนหนึ่งเกิดจากครัวเรือนระมัดระวังการใช้จ่าย และการก่อหนี้มากขึ้น รวมถึงสถาบันการเงินเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ ทำให้ครัวเรือนและธุรกิจรายย่อยมีข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ครัวเรือนจำนวนมากจึงลดการซื้อสินค้าฟุ่มเฟือย และชะลอการใช้จ่ายเพื่อรักษาสภาพคล่อง

“สถานการณ์ดังกล่าว สะท้อนภาวะการเงินที่ตึงตัว และกำลังซื้อประเทศที่อ่อนแอ ส่งผลโดยตรงต่อธุรกิจที่พึ่งพาการบริโภคภายในประเทศ  ตลาดแรงงานยังมีแนวโน้มเปราะบาง จำนวนกิจการที่ปิดตัวเพิ่มสูงขึ้น  ขณะที่การเปิดกิจการใหม่ลดลง ซึ่งอาจส่งผลต่อการจ้างงานและรายได้ครัวเรือนในระยะข้างหน้า” นายปุณยวัจน์ กล่าว

สำหรับภาคการท่องเที่ยว แม้มีแนวโน้มฟื้นตัวจากจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่เริ่มกลับมาขยายตัว แต่ต้นทุนการเดินทางที่สูงขึ้นหลังเกิดสงคราม ประกอบกับการแข่งขันดึงดูดนักท่องเที่ยวจากประเทศในภูมิภาคที่เข้มข้นขึ้น อาจทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปีนี้ยังต่ำกว่าระดับปี 2567

ส่วนภาคการเกษตร ยังเผชิญแรงกดดันจากสภาพอากาศผันผวน การแข่งขันในตลาดโลก และต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ส่งผลให้รายได้เกษตรกรมีแนวโน้มหดตัว และยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อกำลังซื้อในต่างจังหวัด

* คาด กนง. คงดอกเบี้ยตลอดปี 69 รับมือเศรษฐกิจเปราะบาง

SCB EIC มองว่า ปี 2569 เป็นปีที่ท้าทายสำหรับคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เนื่องจากต้องรักษาสมดุลระหว่างความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ กับเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง โดยคาดว่า กนง.จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายตลอดปีนี้ เนื่องจากเศรษฐกิจยังได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการภาครัฐ ทำให้โอกาสลดดอกเบี้ยในปีนี้มีค่อนข้างน้อย แต่ กนง.อาจยังไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ย เนื่องจากแรงกดดันด้านราคา อาจเป็นเพียงภาวะชั่วคราวจากต้นทุนพลังงานและปัจจัยด้านอุปทาน  อีกทั้งเศรษฐกิจไทยยังไม่แข็งแรงเพียงพอที่จะรองรับต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น

สำหรับแนวโน้มภาคธุรกิจที่เหลือของปีนี้ ภาพรวมมีแนวโน้มชะลอตัว แต่ธุรกิจบางกลุ่มยังมีโอกาสขยายตัว ได้แก่ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI  และเทคโนโลยี ธุรกิจที่ได้รับประโยชน์จากการย้ายฐานการผลิตมายังอาเซียน ธุรกิจพลังงานทางเลือกรวมถึงบริการสุขภาพ  ความงาม และการท่องเที่ยว

ส่วนธุรกิจที่มีแนวโน้มหดตัวและต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ได้แก่ อุตสาหกรรมผลิตเหล็ก ซึ่งพึ่งพาวัตถุดิบจากต่างประเทศสูง และได้รับผลกระทบจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์  ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอยู่อาศัยที่เผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อและความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ รวมถึงกลุ่มสินค้าเกษตรที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเอลนีโญ และต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น

* สงครามสู้รบ-สงครามการค้า ปัจจัยเสี่ยงช่วงที่เหลือของปีนี้

นายปุณยวัจน์ ระบุว่า ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งสงครามที่ใช้กำลังทหาร และสงครามการค้า ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามในช่วงที่เหลือของปีนี้ เนื่องจากส่งผลต่อราคาพลังงาน ต้นทุนการผลิต ห่วงโซ่อุปทาน และความผันผวนของตลาดเงินทั่วโลก  สถานการณ์ตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง โดยปริมาณการขนส่งน้ำมันดิบผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และเส้นทางอื่นในภูมิภาคยังไม่กลับไปถึงครึ่งหนึ่งของระดับก่อนเกิดสงคราม

สะท้อนว่าการฟื้นตัวยังเป็นไปอย่างล่าช้า หลังความขัดแย้งปะทุขึ้นอีกครั้ง แม้ราคาน้ำมันมีแนวโน้มทยอยปรับลดลงในช่วงไตรมาส 3 และไตรมาส 4 แต่คาดว่าจะลดลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป  และอาจยังไม่กลับไปอยู่ในระดับเฉลี่ยก่อนเกิดสงครามในระยะอันใกล้นี้ ส่งผลให้ต้นทุนด้านพลังงาน และการขนส่งยังเป็นแรงกดดันต่อเศรษฐกิจ และภาคธุรกิจ

ด้านสงครามการค้า แม้ยังเป็นปัจจัยสร้างความไม่แน่นอน แต่ผลกระทบต่อการค้าโลกที่ผ่านมาไม่รุนแรงเท่าที่เคยคาดการณ์ไว้ เนื่องจากการค้าในเอเชียยังขยายตัวได้ดี โดยภูมิภาคเอเชีย เป็นฐานการผลิตสำคัญของสินค้าเทคโนโลยี และห่วงโซ่อุปทาน AI ซึ่งสหรัฐฯ ยังคงมีความต้องการนำเข้าสูง แม้การนำเข้าสินค้ากลุ่มอื่นจะชะลอลง ขณะเดียวกัน การส่งออกของจีนไปยังสหรัฐฯ หดตัว แต่จีนยังสามารถรักษาการเติบโตของภาคส่งออกได้ด้วยการขยายตลาด และระบายสินค้าเข้าสู่ภูมิภาคอาเซียนมากขึ้น

* คาดศก.โลกปี 69 โต 2.5% รับอานิสงส์ AI ชี้ Fed คงดอกเบี้ยทั้งปี

SCB EIC ประเมินภาวะเศรษฐกิจโลกปี 2569 จะขยายตัวได้ 2.5% และขยายตัวดีขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ 2.6% ในปี 2570 เทียบกับการเติบโต 2.8% ในปี 2568 โดยการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับ AI และความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ จะยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ช่วยพยุงศรษฐกิจโลกท่ามกลางแรงกดดันจากสงคราม และภาวะการเงินที่ตึงตัว

สำหรับตลาดการเงินโลก มีแนวโน้มผันผวนต่อเนื่องจากทั้งปัจจัยบวกและลบของสงคราม และกระแส AI  โดย SCB EIC คาดว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ ( Fed) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 3.50 -3.75% ตลอดปีนี้ หากเงินเฟ้อไม่กลับมาเร่งตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ส่วนธนาคารกลางยุโรป ( ECB) มีแนวโน้มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง สู่ระดับ 2.50 % ในการประชุมเดือนกันยายน แม้เงินเฟ้อยุโรปเริ่มชะลอลง แต่ยังอยู่สูงกว่าเป้าหมาย 2% ขณะที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น ( BoJ)  มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยที่ 1% ตลอดปีนี้  และอาจชะลอการปรับขึ้นดอกเบี้ยไปจนถึงปี  2570 เพื่อประคองเศรษฐกิจจากผลกระทบของต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น

โดย ฐานิสร์ ทองนอก/ กษมาพร กิตติสัมพันธ์