
สหรัฐฯ และแคนาดาไม่สามารถบรรลุข้อตกลงการค้าได้ในช่วงค่ำวันศุกร์ (21 ส.ค.) ส่งผลให้สหรัฐฯ ประกาศเตรียมเรียกเก็บภาษีศุลกากร 50% กับสินค้านำเข้าบางรายการจากแคนาดา ซึ่งเป็นการเพิ่มระดับความตึงเครียดระหว่างสองชาติพันธมิตรที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันมายาวนาน
เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลทรัมป์เปิดเผยว่า สหรัฐฯ จะเริ่มบังคับใช้มาตรการภาษีภายใต้มาตรา 338 กับสินค้าจากแคนาดามูลค่าประมาณ 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หลังผ่านเที่ยงคืนวันศุกร์เข้าสู่วันเสาร์ (22 ส.ค.)
ด้านมาร์ก คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดา กล่าวว่า เขาได้สั่งระงับการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ และแคนาดาจะตอบโต้ด้วยการเรียกเก็บภาษีในมูลค่าเทียบเท่ากับมาตรการใหม่ของสหรัฐฯ
การตัดสินใจดังกล่าวของรัฐบาลสหรัฐฯ มีขึ้น หลังจากการเจรจาระหว่าง โดมินิก เลอบลอง รัฐมนตรีแคนาดาที่รับผิดชอบด้านการค้ากับสหรัฐฯ และเจมีสัน เกรียร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ซึ่งดำเนินมาเป็นเวลา 3 วันในกรุงวอชิงตัน
คาร์นีย์ระบุในแถลงการณ์ว่า ได้ตัดสินใจระงับการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ และสั่งให้คณะเจรจาของแคนาดาเดินทางกลับกรุงออตตาวา
เขากล่าวว่า คณะเจรจาของแคนาดาทำงานอย่างหนักและด้วยความสุจริตใจ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาวแคนาดาตลอดการเจรจาจนถึงนาทีสุดท้าย แต่การเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขที่สหรัฐฯ เสนอในช่วงท้ายของการเจรจาไม่เป็นธรรม ไม่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจ และทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับความน่าเชื่อถือของข้อตกลงใด ๆ ที่จะเกิดขึ้น
แม้มาตรการภาษีใหม่จะครอบคลุมสัดส่วนสินค้าส่งออกของแคนาดาในระดับไม่มากนัก แต่จะเพิ่มแรงกดดันจากภาษีที่สหรัฐฯ เรียกเก็บอยู่แล้วกับสินค้าเหล็ก ไม้แปรรูป และรถยนต์จากแคนาดา
มาตรการภาษีรอบใหม่อาจส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ยังเปราะบางของแคนาดา รวมถึงมีแนวโน้มกระทบต่อความสัมพันธ์และการเจรจาระหว่างสองประเทศในช่วงหลายเดือนข้างหน้า ขณะที่ทั้งสองฝ่ายยังต้องหารือเกี่ยวกับข้อตกลงการค้าเสรีในวงกว้างต่อไป
โดย กัลยาณี ชีวะพานิช





