สหรัฐฯ จ่อเก็บภาษีสินค้าจีนเพิ่มอีก 7.5% ก่อนซัมมิตทรัมป์-สี จิ้นผิง

สหรัฐฯ เตรียมเรียกเก็บภาษี 7.5% กับสินค้าจากจีน โดยอ้างข้อกังวลเกี่ยวกับกำลังการผลิตส่วนเกิน (overcapacity) ของจีน ก่อนการประชุมสุดยอดระหว่างสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน และโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งมีแผนจะจัดขึ้นในเดือนก.ย.

มาตรการดังกล่าวจะทำให้ภาษีเพิ่มเติมที่สหรัฐฯ เรียกเก็บกับสินค้าจีนในสมัยทรัมป์ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่ 2 เพิ่มขึ้นเป็นราว 20% ซึ่งเป็นเพดานที่จีนระบุว่า สหรัฐฯ เคยรับปากว่าจะไม่เรียกเก็บเกินระดับดังกล่าวภายใต้ข้อตกลงพักรบทางการค้า

ภาษีดังกล่าวจะเรียกเก็บเพิ่มเติมจากมาตรการภาษีอื่นที่เริ่มบังคับใช้ในสมัยที่ทรัมป์ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยแรก และได้รับการขยายเวลาบังคับใช้ในสมัยรัฐบาลโจ ไบเดน

ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้น ขณะที่ทรัมป์พยายามรื้อฟื้นนโยบายการค้าแบบปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศ หลังศาลสูงสุดสหรัฐฯ มีคำตัดสินยกเลิกมาตรการภาษีนำเข้าที่ทรัมป์เคยเรียกเก็บกับสินค้าจากจีนและอีกหลายสิบประเทศ อย่างไรก็ตาม มาตรการใหม่ยังไม่ถือเป็นการยกระดับความขัดแย้งทางการค้ากับจีนเกินกว่าระดับที่ทั้งสองฝ่ายตกลงกันไว้

แหล่งข่าวระบุว่า อัตราภาษีที่แน่นอนยังอยู่ระหว่างการพิจารณา โดยทรัมป์ยังมีแนวโน้มที่จะเรียกร้องหรือเปลี่ยนแปลงรายละเอียดของมาตรการทางการค้าในนาทีสุดท้าย

หนึ่งในทางเลือกที่กำลังพิจารณาคือการประกาศอัตราภาษีสำหรับจีนในระดับสูงกว่า 7.5% แต่ระงับการเรียกเก็บภาษีบางส่วน เพื่อให้อัตราภาษีที่มีผลบังคับใช้จริงอยู่ที่ 7.5% อย่างไรก็ตาม รายละเอียดว่าภาษีส่วนใดจะถูกระงับและจะระงับเป็นเวลานานเท่าใดยังอยู่ระหว่างการเจรจา

ขณะเดียวกัน จีนและสหรัฐฯ กำลังพิจารณาขยายข้อตกลงการค้าหรือข้อตกลงพักรบทางการค้า ซึ่งกำหนดระยะเวลาพักรบไว้ 1 ปี และมีกำหนดสิ้นสุดในวันที่ 10 พ.ย. นี้

เมื่อเดือนมี.ค. ที่ผ่านมา รัฐบาลทรัมป์เปิดการสอบสวนประเทศคู่ค้ารายใหญ่กว่า 12 ประเทศภายใต้มาตรา 301 ของกฎหมายการค้าสหรัฐฯ ปี 2517 โดยมีข้อกังวลเกี่ยวกับกำลังการผลิตส่วนเกินเป็นหนึ่งในประเด็นที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ

การสอบสวนดังกล่าวเป็น 1 ใน 2 การสอบสวนที่ทีมงานของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ใช้เป็นแนวทางในการแทนที่มาตรการภาษีเดิมของทรัมป์ด้วยมาตรการภาษีที่มีความยั่งยืนมากขึ้น

โดย กัลยาณี ชีวะพานิช/กนิษฐ์นุช สิริสุทธิ์