
นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ส.อ.ท. สนับสนุนความพยายามของรัฐบาลในการเร่งรัดการเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทนระหว่างไทยกับสหรัฐฯ หรือ Agreement on Reciprocal Trade (ART) ให้ได้ข้อสรุปโดยเร็ว โดยการหารือระหว่างคณะผู้แทนไทยกับฝ่ายสหรัฐฯ ซึ่งมีกำหนดระหว่างวันที่ 27 สิงหาคม-1 กันยายน 2569 นี้ ถือเป็นจังหวะสำคัญในการผลักดันประเด็นที่ยังคงค้างอยู่ ซึ่งเชื่อมั่นว่า กระทรวงพาณิชย์ จะสามารถขับเคลื่อนการเจรจาไปสู่ข้อตกลงที่สมดุล เป็นธรรม และก่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกันแก่ทั้งสองประเทศ
ส.อ.ท. เห็นว่า เป้าหมายของ ART ไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการลดอัตราภาษี แต่ควรมุ่งสร้างความแน่นอนทางการค้า ลดอุปสรรคและความเสี่ยงจากมาตรการทางการค้า ตลอดจนส่งเสริมการค้าและการลงทุนระหว่างไทยและสหรัฐฯ ให้ขยายตัวอย่างสมดุล
โดยเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศสามารถเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน เพิ่มการลงทุน และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจร่วมกัน เพื่อให้ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจภายใต้ ART ก่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน
นางพิมพ์ใจ กล่าวว่า สำหรับประเด็นการปรับสมดุลทางการค้า ควรพิจารณาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจให้ครบทุกมิติ ไม่ใช่มองเฉพาะตัวเลขดุลการค้า เนื่องจากข้อมูลของรัฐบาลประเมินว่าอย่างน้อย 30 % ของยอดเกินดุลการค้าของไทยกับสหรัฐฯ มาจากการส่งออกของบริษัทสหรัฐฯ ที่เข้ามาลงทุนและใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิต ซึ่งสร้างรายได้และผลตอบแทนกลับไปยังบริษัทแม่ ตลอดจนช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้ห่วงโซ่อุปทานของสหรัฐฯ ด้วย
ขณะเดียวกัน ไทยแสดงความพร้อมเพิ่มการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ ในกลุ่มที่ประเทศมีความต้องการและผลิตได้ไม่เพียงพอ เช่น พลังงาน เครื่องบินและอุปกรณ์การบิน เครื่องจักรและอุปกรณ์เทคโนโลยีขั้นสูง เคมีภัณฑ์ ตลอดจนวัตถุดิบและสินค้าเกษตรบางประเภท
อย่างไรก็ตาม การเพิ่มการนำเข้าควรดำเนินการตามความต้องการใช้จริง คำนึงถึงความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และไม่สร้างผลกระทบเกินสมควรต่อเกษตรกร SMEs และผู้ผลิตภายในประเทศ
“การเจรจา ART ไม่ควรถูกมองเป็นเพียงการแลกเปลี่ยนข้อเสนอด้านภาษี แต่ควรเป็นกรอบสร้างหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่ทำให้การค้า การลงทุน เทคโนโลยี และการจ้างงานเติบโตไปด้วยกันทั้งสองฝ่าย หากออกแบบได้อย่างสมดุล ข้อตกลงนี้จะช่วยรักษาตลาดส่งออกของไทย พร้อมเปิดพื้นที่ใหม่ให้บริษัทสหรัฐฯ และผู้ประกอบการไทยร่วมกันสร้างห่วงโซ่อุปทานแห่งอนาคต”นางพิมพ์ใจ กล่าว
สำหรับการเจรจาครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อภาคอุตสาหกรรม เนื่องจากในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 สหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทย มีมูลค่าการส่งออก 47,144.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 41.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และคิดเป็นสัดส่วนถึง 24.0 % ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของไทย การสร้างความชัดเจนด้านภาษีและกติกาการค้า จึงมีผลโดยตรงต่อคำสั่งซื้อ การผลิต การจ้างงาน และการตัดสินใจลงทุนของผู้ประกอบการไทย
ทั้งนี้ โครงสร้างสินค้าที่ไทยส่งออกไปสหรัฐฯ ครอบคลุมหลายอุตสาหกรรมสำคัญ ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และอุปกรณ์กึ่งตัวนำ หม้อแปลงไฟฟ้า เครื่องจักรกล ผลิตภัณฑ์ยางและยางรถยนต์ ชิ้นส่วนยานยนต์ เครื่องปรับอากาศ อัญมณีและเครื่องประดับ
ตลอดจนสินค้าเกษตรและอาหารแปรรูป สะท้อนว่าความสัมพันธ์ทางการค้าไทย-สหรัฐฯ เชื่อมโยงกับทั้งอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสมัยใหม่และอุตสาหกรรมหลักที่สร้างรายได้ให้กับประเทศไทย
โดย ฐานิสร์ ทองนอก/รัชดา คงขุนเทียน





