
การเข้าซื้อขายวันแรกของหุ้นน้องใหม่ บมจ.กลุ่มภัทร [PHAT] ที่เปิดทำการซื้อขายต่ำจอง อาจไม่ได้สะท้อนเพียงภาวะตลาดหุ้นไอพีโอที่ไม่สดใส แต่ยังทิ้งคำถามสำคัญเกี่ยวกับจังหวะเวลาของการเปิดเผยข้อมูลอันเป็นสาระสำคัญที่มีผลต่อราคาหุ้นโดยตรง
เนื่องจากนักลงทุนต้องตัดสินใจจองซื้อหุ้นไอพีโอก่อนที่จะได้เห็นผลประกอบการล่าสุดซึ่งมีนัยสำคัญต่อการประเมินมูลค่าบริษัท
PHAT เปิดให้นักลงทุนจองซื้อหุ้น IPO จำนวน 118.86 ล้านหุ้น ระหว่างวันที่ 4–6 สิงหาคม 2569 ในราคา 2 บาทต่อหุ้น ก่อนเข้าซื้อขายในตลาด mai วันที่ 20 สิงหาคม 2569 โดยราคาขายถูกนำเสนอว่าคิดเป็นค่า P/E เพียง 5.91 เท่า ดูเหมือนเป็นหุ้นใหม่ที่มีราคาไม่แพงเมื่อเทียบกับกำไรในอดีต
แต่ประเด็นอยู่ที่ค่า P/E ดังกล่าวคำนวณจากกำไรสุทธิย้อนหลัง 4 ไตรมาส ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2568 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2569 ซึ่งยังไม่รวมผลประกอบการไตรมาส 2/2569 ที่สิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน ทั้งที่ช่วงเวลาจองซื้อเกิดขึ้นหลังปิดงวดไตรมาส 2 มาแล้วกว่าครึ่งเดือน
เมื่อผลประกอบการไตรมาส 2/69 ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะในวันที่ 19 สิงหาคม ก่อนเข้าซื้อขายจริงเพียงหนึ่งวัน ตัวเลขที่ออกมากลับแตกต่างจากภาพกำไรในอดีตอย่างมาก เพราะ PHAT รายงานผลขาดทุนสุทธิ 0.73 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิถึง 113.75 ล้านบาท ขณะที่งวด 6 เดือนแรกมีกำไรสุทธิเพียง 2.73 ล้านบาท ลดลงจาก 66.69 ล้านบาทในปีก่อน หรือหายไปเกือบ 96%
สาเหตุสำคัญมาจากฤดูกาลผลผลิตปาล์มในปี 69 ที่แตกต่างจากปีก่อน ปริมาณผลปาล์มสดช่วงครึ่งปีแรกลดลง ทำให้อุปทานวัตถุดิบตึงตัวและต้นทุนผลปาล์มซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักปรับสูงขึ้น แม้ยอดขายและการส่งออกจะเพิ่มขึ้น แต่อัตรากำไรขั้นต้นกลับลดลงจนผลประกอบการรายไตรมาสพลิกเป็นขาดทุน
แน่นอนว่าแบบแสดงรายการข้อมูลและหนังสือชี้ชวน (ไฟลิ่ง) จากสำนักงาน ก.ล.ต. ย่อมมีข้อมูลผลประกอบการย้อนหลัง รวมถึงคำอธิบายความเสี่ยงของธุรกิจอยู่แล้ว
และการเปิดจองซื้อก่อนประกาศงบไตรมาสล่าสุด ไม่ได้แปลว่าบริษัทหรือผู้เกี่ยวข้องกระทำผิดกฎเกณฑ์ ก.ล.ต. แต่สิ่งที่ควรถูกตั้งคำถามคือ นักลงทุนรายย่อยได้รับข้อมูลที่ใหม่เพียงพอสำหรับการตัดสินใจหรือไม่ ?
เพราะหากนักลงทุนเห็นตั้งแต่ก่อนจองหุ้นว่า กำไรครึ่งปีแรกลดลงเกือบหมด และไตรมาสล่าสุดพลิกจากกำไรกว่า 113 ล้านบาทเป็นขาดทุน การประเมินราคา IPO ที่ 2 บาท รวมถึงความรู้สึกต่อค่า P/E เพียง 5.91 เท่า อาจเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ
ค่า P/E ที่ดูต่ำอาจไม่ได้หมายความว่าหุ้นราคาถูกเสมอไป หากตัวเลขกำไรที่นำมาใช้คำนวณกำลังอยู่ในช่วงขาลงอย่างรวดเร็ว ในกรณีของ PHAT กำไรย้อนหลังที่ใช้ตั้งราคาได้รับแรงหนุนจากผลประกอบการที่แข็งแกร่งในอดีต
แต่เมื่อใส่ตัวเลขงวดล่าสุดเข้าไป ภาพความสามารถในการทำกำไรย่อมไม่เหมือนเดิม และนักลงทุนจำเป็นต้องประเมินใหม่ว่ากำไรที่ลดลงเป็นเพียงปัจจัยตามฤดูกาล หรือเป็นความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นซ้ำในธุรกิจน้ำมันปาล์ม
การที่ PHAT เปิดซื้อขายวันแรกต่ำกว่าราคาจองจึงไม่ควรถูกอธิบายเพียงว่าเป็นเพราะภาวะตลาดไม่ดีแต่ยังอาจเป็นราคาที่สอดคล้องกับข้อมูลล่าสุด ซึ่งผู้จองซื้อ IPO ส่วนใหญ่เพิ่งได้รับรู้หลังจากชำระเงินและได้รับการจัดสรรหุ้นไปแล้ว
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่านักลงทุนควรรู้หรือไม่ว่าการลงทุนมีความเสี่ยง เพราะเรื่องนั้นทุกคนทราบดี แต่ระบบควรเปิดโอกาสให้นักลงทุนได้รับข้อมูลทางการเงินที่มีสาระสำคัญอย่างครบถ้วนก่อนตัดสินใจนำเงินไปเสี่ยงหรือไม่
โดยเฉพาะเมื่อบริษัทปิดงวดบัญชีไปแล้ว และผลประกอบการงวดนั้นแตกต่างจากอดีตอย่างรุนแรง
หุ้น IPO อาจไม่จำเป็นต้องรับประกันกำไรให้ผู้จอง และการต่ำจองก็เป็นความเสี่ยงที่เกิดขึ้นได้ตามกลไกตลาด แต่สิ่งที่ควรรับประกันได้คือ นักลงทุนต้องมีโอกาสตัดสินใจบนข้อมูลล่าสุดอย่างเท่าเทียม ไม่ใช่เห็นภาพหนึ่งในวันจองซื้อหุ้น แล้วมาเห็นอีกภาพหนึ่งก่อนหุ้นเข้าเทรดเพียงวันเดียว
กรณี PHAT จึงอาจไม่ใช่เพียงเรื่องราวที่ไม่ควรเกิดขึ้นของหุ้นน้องใหม่ไอพีโอ และควรเป็นบทเรียนว่าราคาจองจะยุติธรรมได้อย่างแท้จริงก็ต่อเมื่อข้อมูลที่ใช้ประกอบการตัดสินใจใหม่พอๆ กับหุ้นที่กำลังจะเข้าตลาด เพราะหากข้อมูลล่าสุดมาถึงหลังปิดรับจอง ต่อให้เปิดเผยครบถ้วนในภายหลัง นักลงทุนก็ไม่สามารถย้อนเวลากลับไปตัดสินใจใหม่ได้อีกแล้ว
โดย ธิติ ภัทรยลรดี




