ผู้นำอิหร่านพร้อมเจรจาสหรัฐฯ แต่ย้ำต้องปฏิบัติตามข้อตกลงร่วมกัน

ประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียนของอิหร่านกล่าวเมื่อวันศุกร์ (28 ส.ค.) ว่า อิหร่านพร้อมกลับมาเจรจากับสหรัฐฯ แต่ยังคงระมัดระวังท่าทีของรัฐบาลสหรัฐฯ โดยยืนยันว่าอิหร่านจะปฏิบัติตามพันธกรณีที่มีอยู่ก็ต่อเมื่อสหรัฐฯ ดำเนินการในลักษณะเดียวกัน

เปเซชเคียนกล่าวในการให้สัมภาษณ์ทางโทรทัศน์ว่า อิหร่านสามารถเดินหน้าเจรจาต่อได้ หากการดำเนินการของทั้งสองฝ่ายเป็นไปอย่างตอบแทนกันและได้สัดส่วน พร้อมยอมรับว่า ทั้งสองประเทศอาจไม่สามารถบรรลุเป้าหมายทั้งหมดที่ตั้งไว้ได้

ท่าทีดังกล่าวเกี่ยวข้องกับข้อตกลงความเข้าใจ (MoU) เพื่อสันติภาพที่อิหร่านและสหรัฐฯ ลงนามร่วมกันเมื่อเดือนมิ.ย. โดยเปเซชเคียนระบุว่า ประเด็นสำคัญคือทั้งสองฝ่ายต้องปฏิบัติตามข้อตกลงที่จัดทำขึ้น และเมื่อกลับมานั่งโต๊ะเจรจา ทั้งสองฝ่ายก็สามารถหารือรายละเอียดร่วมกันได้

ภายใต้ MoU สหรัฐฯ มีกำหนดยกเลิกการปิดล้อมทางทะเลและมาตรการคว่ำบาตรด้านน้ำมันและปิโตรเคมีต่ออิหร่าน รวมถึงปลดอายัดทรัพย์สินของอิหร่าน โดยเปเซชเคียนระบุว่า อิหร่านส่งออกน้ำมันเกือบ 90 ล้านบาร์เรลในช่วงที่ข้อตกลงอยู่ระหว่างการดำเนินการ

เมื่อวันที่ 18 มิ.ย. สหรัฐฯ และอิหร่านลงนามข้อตกลงเพื่อยุติสงครามในภูมิภาคในทุกแนวรบ รวมถึงเลบานอน โดยทั้งสองฝ่ายมีกำหนดเปิดการเจรจาภายใน 60 วัน เพื่อบรรลุข้อตกลงฉบับสมบูรณ์ ซึ่งกำหนดเวลาดังกล่าวสิ้นสุดเมื่อวันที่ 17 ส.ค.

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีความชัดเจนว่าการเจรจาจะกลับมาเดินหน้าต่อหรือไม่ หลังสถานการณ์ระหว่างสองประเทศทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อเดือนที่แล้ว

ขณะเดียวกัน อิหร่านยังเผชิญแรงกดดันทางเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยโมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน กล่าวในสารเนื่องในสัปดาห์รัฐบาลเมื่อวันศุกร์ว่า รัฐบาลจำเป็นต้องให้ความสำคัญอย่างจริงจังกับปัญหาเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของประชาชน ทั้งเงินเฟ้อ การว่างงาน รวมถึงการบริหารจัดการราคาและตลาด

คาเมเนอีกล่าวว่า อิหร่านจำเป็นต้องเร่งการเติบโตทางเศรษฐกิจ เพิ่มการลงทุน และเพิ่มการผลิต โดยมองว่าการพึ่งพาการผลิตภายในประเทศมากขึ้นเป็นกุญแจสำคัญในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ แต่หากการผลิตภายในประเทศไม่เพียงพอต่อความต้องการ ก็ควรใช้การนำเข้าอย่างเหมาะสมและรอบคอบ

นอกจากนี้ คาเมเนอียังเรียกร้องให้รักษาความเป็นเอกภาพของชาติและความสามัคคีในสังคม พร้อมเตือนไม่ให้ใช้ถ้อยคำที่นำไปสู่ความสิ้นหวังและบั่นทอนกำลังใจของประชาชนและประเทศ

สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันทางเศรษฐกิจจากสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้น โดยในเดือนนี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ประกาศมาตรการที่เขาระบุว่าเป็นปฏิบัติการทางเศรษฐกิจครั้งรุนแรงที่สุดเท่าที่เคยดำเนินการกับประเทศที่ให้ความช่วยเหลืออิหร่าน

ทรัมป์ระบุว่า มาตรการดังกล่าวจะเป็นการทำสงครามทางเศรษฐกิจและการโดดเดี่ยวอิหร่านในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน พร้อมเรียกมาตรการนี้ว่าเป็นวันดีเดย์ทางเศรษฐกิจ

โดย กัลยาณี ชีวะพานิช

ข่าวล่าสุด