
กรมสรรพสามิต โชว์ผลปราบปราม 11 เดือน ปีงบ 69 รวบได้ 35,739 คดี ค่าปรับรวมกว่า 6.2 พันล้านบาท พร้อมยกระดับการทำงานด้านปราบปรามสู่ “Data Driven Enforcement” ใช้ข้อมูลวิเคราะห์ความเสี่ยงเฉพาะพื้นที่ เชื่อมโยงการทำงานกับทุกภาคส่วนและภาคสนาม เพื่อสกัดกั้นสินค้าผิดกฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ และอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการที่ปฏิบัติถูกต้องตามกฎหมาย
นายพรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยผลการดำเนินงานด้านการป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดกฎหมายสรรพสามิตในรอบ 11 เดือนของปีงบประมาณ 2569 (ต.ค.68 – ส.ค.69) ว่า กรมสรรพสามิต สามารถจับกุมดำเนินคดีได้ รวม 35,739 คดี เพิ่มขึ้น 5.84% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน มีการเปรียบเทียบปรับ และประมาณการค่าปรับรวม 6,274 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.98% โดยสินค้ายาสูบ ยังเป็นสินค้าที่พบการกระทำผิดสูงสุด รองลงมา คือ สุรา และน้ำมัน
“กรมสรรพสามิต ไม่ได้มองตัวเลขคดีเป็นเป้าหมายสูงสุด แต่จะนำข้อมูลจากคดีที่เกิดขึ้น กลับมาวิเคราะห์ เพื่อประเมินแนวโน้ม รูปแบบ และความเสี่ยงใหม่ ๆ สำหรับกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามในระยะต่อไป” นายพรชัย ระบุ
โดยปัจจุบันกรมสรรพสามิต ได้ยกระดับแนวทางการทำงานจากการบังคับใช้กฎหมายแบบเดิม ที่มุ่งเน้นการจับกุมภายหลังเกิดเหตุ ไปสู่การทำงานเชิงรุกที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data Driven Enforcement) โดยนำข้อมูลการจับกุม ข้อมูลพื้นที่ เส้นทางลำเลียงสินค้า ข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และเบาะแสจากประชาชน มาวิเคราะห์ร่วมกัน เพื่อประเมินความเสี่ยงและกำหนดมาตรการที่เหมาะสมกับลักษณะปัญหาในแต่ละพื้นที่

นายพรชัย กล่าวว่า กรมสรรพสามิตได้นำแนวคิดการป้องกันและปราบปรามแบบ “ต้นน้ำ–กลางน้ำ–ปลายน้ำ” โดยต้นน้ำครอบคลุมพื้นที่ชายแดนและแหล่งที่มาของสินค้า ส่วนกลางน้ำ คือ เส้นทางลำเลียง จุดพัก และจุดกระจายสินค้า ส่วนปลายน้ำ คือ ร้านค้า ตลาด และผู้บริโภค มาใช้ในการพัฒนาต่อยอดด้วยการวิเคราะห์รูปแบบความเสี่ยงเชิงลึกในแต่ละพื้นที่
โดยพบว่า ปัญหาและพฤติกรรมการกระทำผิดมีความแตกต่างกัน ทั้งพื้นที่ชายแดน พื้นที่อุตสาหกรรม พื้นที่เศรษฐกิจ และพื้นที่ศูนย์กลางการกระจายสินค้า ส่งผลให้มาตรการป้องกันและปราบปราม จะต้องมีความเฉพาะเจาะจง และเหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่มากขึ้น
สำหรับพื้นที่ชายแดนนั้น กรมสรรพสามิต มุ่งเน้นการสกัดกั้นการลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมาย ทั้งทางบก และทางทะเล โดยบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคง กรมศุลกากร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง พร้อมขยายผลไปยังเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง
ขณะที่พื้นที่อุตสาหกรรม และเขตเศรษฐกิจสำคัญ เช่น กรุงเทพฯ และจังหวัดอุตสาหกรรมต่าง ๆ ได้เพิ่มมาตรการติดตามการกระจายสินค้า การจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ และการขนส่งพัสดุ รวมถึงการสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้บริโภค เพื่อลดความต้องการสินค้าผิดกฎหมาย

อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า สำหรับ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่แสดงถึงภารกิจสำคัญของกรมสรรพสามิตได้อย่างชัดเจน ทั้งในมิติของการอำนวยความสะดวกทางการค้า และการส่งออกสินค้า รวมถึงการป้องกันการลักลอบนำเข้าสินค้าหลีกเลี่ยงภาษีจากพื้นที่ชายแดน โดยกรมสรรพสามิต ยึดหลักการสำคัญคือ ผู้ประกอบการที่ปฏิบัติถูกต้อง ต้องได้รับความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ ขณะที่ผู้กระทำผิดต้องเผชิญกับต้นทุน และความเสี่ยงที่สูงขึ้นจนไม่คุ้มค่าต่อการกระทำผิด
นายพรชัย กล่าวด้วยว่า กรมสรรพสามิต จะเดินหน้ายกระดับการใช้ข้อมูล การวิเคราะห์ความเสี่ยง และการบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายมีประสิทธิภาพ และตรงจุดมากยิ่งขึ้น โดยจะเปลี่ยนจากแนวคิด “มาตรการเดียวใช้ทั่วประเทศ” สู่ “พื้นที่ต่างกัน ความเสี่ยงต่างกัน มาตรการก็ต้องต่างกัน” (From One-Size-Fits-All to Tailored Enforcement) เพื่อให้มาตรการสอดคล้องกับบริบท และระดับความเสี่ยงของแต่ละพื้นที่
“เป้าหมายสำคัญ ไม่ใช่การเพิ่มจำนวนคดี แต่คือการทำให้สินค้าผิดกฎหมายเข้าสู่ตลาดได้ยากขึ้น ผู้ประกอบการที่ปฏิบัติถูกต้องสามารถดำเนินธุรกิจ และส่งออกได้สะดวกขึ้น พร้อมรักษารายได้ของรัฐ ความน่าเชื่อถือของระบบภาษี และความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน” อธิบดีกรมสรรพสามิต ระบุ
โดย กษมาพร กิตติสัมพันธ์/รัชดา คงขุนเทียน





