
ดัชนีดาวโจนส์ฟิวเจอร์ร่วงลงกว่า 200 จุด หลังสหรัฐเปิดฉากปะทะกับอิหร่านเป็นครั้งแรกในรอบ 1 เดือน
ณ เวลา 19.59 น.ตามเวลาไทย ดัชนีดาวโจนส์ฟิวเจอร์ลบ 216 จุด หรือ 0.40% สู่ระดับ 53,368 จุด
เมื่อวันอาทิตย์ กองบัญชาการกลางสหรัฐ (CENTCOM) แถลงว่า สหรัฐได้โจมตีแท่นยิงจรวดจำนวน 2 แห่งบนเกาะลารักของอิหร่าน ซึ่งเป็นการโจมตีครั้งแรกต่อเป้าหมายในอิหร่านนับตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกรกฎาคม ขณะที่อิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีฐานทัพของสหรัฐในจอร์แดน
ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นหลังจากการสู้รบกลับมาปะทุขึ้นอีกครั้ง โดยราคาน้ำมันดิบ WTI ทะยานขึ้นมากกว่า 3% ทะลุ 86 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ พุ่งขึ้นมากกว่า 3% เช่นกัน ทะลุ 91 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ความตึงเครียดที่เพิ่มสูงขึ้นในตะวันออกกลางเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้การซื้อขายในเดือนสิงหาคมมีความผันผวน แต่ขณะนี้ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทมีแนวโน้มที่จะปิดเดือนสิงหาคมด้วยการพุ่งขึ้นอย่างมาก โดยมีหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีเป็นผู้นำตลาด
ทั้งนี้ ดัชนีดาวโจนส์ดีดตัวขึ้น 2.1% นับตั้งแต่ต้นเดือนสิงหาคม ทำให้ดัชนีมีแนวโน้มที่จะปรับตัวขึ้นเป็นเดือนที่ 5 ติดต่อกัน
ส่วนดัชนี S&P 500 และดัชนี Nasdaq มีแนวโน้มปรับตัวขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบหนึ่งเดือนนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม โดยทะยานขึ้นราว 3% และ 4% ตามลำดับ
นอกจากนี้ ดัชนีดาวโจนส์ และ S&P 500 ยังพุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดตลอดกาลครั้งใหม่ในช่วงต้นเดือนสิงหาคม
หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีเป็นผู้นำตลาดในเดือนนี้ โดยหุ้นที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ปรับตัวโดดเด่นกว่าตลาดโดยรวม
ดัชนีหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีของ S&P 500 พุ่งขึ้นเกือบ 6% ในเดือนนี้ โดยหุ้น Nvidia ทะยานขึ้นมากกว่า 8% ขณะที่หุ้น Microsoft และ Micron Technology ดีดตัวขึ้น 10% และ 13% ตามลำดับ
กระทรวงแรงงานสหรัฐจะเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรประจำเดือนส.ค.ในวันศุกร์ที่ 4 ก.ย.
นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ตัวเลขจ้างงานเพิ่มขึ้น 58,000 ตำแหน่งในเดือนส.ค. หลังจากลดลง 23,000 ตำแหน่งในเดือนก.ค.
นอกจากนี้ นักวิเคราะห์คาดว่าอัตราว่างงานทรงตัวที่ระดับ 4.1% ในเดือนส.ค.
โดย ก้องเกียรติ กอวีรกิติ




