ภาวะตลาดเงินบาท: ปิด 33.32 แกว่งแคบใกล้เคียงช่วงเช้า คาดกรอบพรุ่งนี้ 33.20-33.45

ค่าเงินบาท [USDTHB.X] ปิดตลาดเย็นนี้ อยู่ที่ระดับ 33.32 บาท/ดอลลาร์ จากช่วงเช้าเปิดตลาดที่ระดับ 33.35 บาท/ดอลลาร์

นักบริหารเงินจากธนาคารกรุงศรีอยุธยา เปิดเผยว่า เงินบาทและสกุลเงินส่วนใหญ่ในภูมิภาคเคลื่อนไหวในทิศทางอ่อนค่า เนื่องจากความกังวลเรื่องสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงเรื่องเงินเฟ้อ โดยระหว่างวันเงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบ 33.28-33.38 บาท/ดอลลาร์ โดยเงินบาทที่ระดับ 33.38 บาท/ดอลลาร์ ถือว่าอ่อนค่าสุดในรอบเกือบ 1 เดือน

สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ที่ต้องติดตามคืนนี้ คือตัวเลขการจ้างงานภาคเอกชนรายสัปดาห์ของสหรัฐฯ

นักบริหารเงิน คาดว่า พรุ่งนี้เงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 33.20-33.45 บาท/ดอลลาร์

*ปัจจัยสำคัญ

– เงินเยน อยู่ที่ระดับ 159.84 เยน/ดอลลาร์ จากช่วงเช้าที่ระดับ 160.28 เยน/ดอลลาร์

– เงินยูโร อยู่ที่ระดับ 1.1570 ดอลลาร์/ยูโร จากช่วงเช้าที่ระดับ 1.1580 ดอลลาร์/ยูโร

– ดัชนี SET ปิดวันนี้ที่ระดับ 1,575.07 จุด ลดลง 13.61 จุด (-0.86%) โดยมีมูลค่าการซื้อขาย 64,337.82 ล้านบาท

– สรุปปริมาณการซื้อขายรายกลุ่ม ต่างชาติขายสุทธิ 635.43 ล้านบาท

– ที่ประชุม กกร. ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยปี 69 มีแนวโน้มเติบโตดีกว่าที่ประเมินไว้ จากแรงส่งของการส่งออก และการลงทุนภาคเอกชน ที่ขยายตัวสูงกว่าคาด โดย กกร. ได้ปรับประมาณการ GDP ปีนี้ เป็นขยายตัวได้ 2.1-2.5% จากเดิม 1.6-2.0% และเพิ่มคาดการณ์การส่งออกเป็น 12-16% จากเดิม 8-10% ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไป ยังคงคาดการณ์เดิมที่ 2.5-3.0%

– กลุ่มงานตลาดการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB FM) คาดว่าเงินบาทอาจอ่อนค่าในระยะสั้นในกรอบ 33.30-33.80 บาท/ดอลลาร์ ก่อนกลับมาแข็งค่าสู่กรอบ 32.75-33.25 บาท/ดอลลาร์ช่วงปลายปี หากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ชะลอลง เฟดคงดอกเบี้ย และสถานการณ์สงครามคลี่คลาย ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะยาวยังอยู่ในระดับสูงจากความกังวลด้านการคลังและอุปทานพันธบัตรจำนวนมาก แม้กระทรวงการคลังสหรัฐฯ จะเพิ่มการซื้อคืนพันธบัตรระยะยาวก็ตาม ทั้งนี้ หากไม่มีมาตรการที่แก้ปัญหาการคลังเชิงโครงสร้าง แรงกดดันอาจย้ายจากตลาดพันธบัตรไปสู่ค่าเงิน ส่งผลให้ดอลลาร์อ่อนค่า และเพิ่มความเสี่ยงเรื่อง Dollar debasement ในระยะยาว

– กระทรวงพลังงาน ติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิหร่าน อย่างใกล้ชิด หลังเริ่มกลับมาสู้รบกันอีกครั้ง ส่งผลให้ตลาดพลังงานโลกผันผวน และมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสถานการณ์การสู้รบระลอกใหม่นี้ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพและราคาน้ำมันในตลาดโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

– มูดี้ส์ (Moody’s) บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลก เปิดเผยในวันอังคาร (1 ก.ย.) ว่า ภูมิภาคเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีความพร้อมที่จะคว้าโอกาสจากการขยายตัวของการค้าดิจิทัล (Digital Trade) โดยได้รับแรงหนุนจากการเปิดกว้างทางการค้าในระดับสูงและการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้อย่างรวดเร็วในภูมิภาค

– ฝ่ายวิจัยของธนาคารโอเวอร์ซี-ไชนีส แบงกิ้ง คอร์ปอเรชั่น หรือ โอซีบีซี (OCBC) เปิดเผยในวันอังคาร (1 ก.ย.) ว่า การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่ไหลเข้าสู่อาเซียนยังคงมีความแข็งแกร่งตลอดปี 2568 และช่วงต้นปี 2569 โดยได้รับแรงหนุนจากการลงทุนอย่างต่อเนื่องในภาคการผลิต บริการทางการเงิน และภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI)

– สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีทางอากาศใส่อิหร่านระลอกใหญ่ในวันอังคาร (1 ก.ย.) ตอบโต้กรณีที่อิหร่านที่พยายามวางทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซและการยิงขีปนาวุธถล่มฐานทัพสหรัฐฯ ในจอร์แดน ส่งผลให้ความตึงเครียดทางการเมืองยกระดับขึ้นรุนแรงที่สุดในรอบหลายสัปดาห์

– ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ยืนยันว่าไม่ได้พยายามบังคับให้อิหร่านกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจา หลังสหรัฐฯ โจมตีเป้าหมายทางทหารในอิหร่านรอบใหม่เมื่อวันอังคาร (1 ก.ย.) พร้อมระบุว่า สหรัฐฯ มีอำนาจควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ “เกือบทั้งหมด”

– กลุ่มสถาบันการเงิน 21 แห่ง นำโดยโกลด์แมน แซคส์ (Goldman Sachs), แบงก์ ออฟ อเมริกา (Bank of America), ซิตี้ (Citi) และดอยช์แบงก์ (Deutsche Bank) เปิดเผยเมื่อวันอังคาร (1 ก.ย.) ว่า มีแผนจัดตั้งบริษัทในปี 2569 เพื่อออกสเตเบิลคอยน์ที่ตรึงมูลค่ากับดอลลาร์สหรัฐในช่วงครึ่งแรกของปี 2570

– กรรมการสายเหยี่ยวของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) กล่าวว่า BOJ ควรปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยตามสถานการณ์ โดยพิจารณาทั้งภาวะการเงินในประเทศและสถานการณ์ในต่างประเทศ

โดย ปภัสสร องค์พิเชฐเมธา/รัชดา คงขุนเทียน