สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จัดให้มีการประชุมคณะกรรมการ กสทช.ตามที่นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช.ได้กำหนด แต่กรรมการ กสทช. 3 รายไม่ร่วมเข้าประชุมเช่นเคย พร้อมแถลงเร่งสำนักงาน กสทช.จัดประชุมคณะกรรมการบอร์ดโดยเร็วที่สุดตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ได้ระบุให้กรรมการ กสทช.ที่เหลือเดินหน้าประชุมต่อได้
ในช่วงบ่าย กรรมการ กสทช. 3 ราย ได้แก่ พล.อ.ท.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ นางสาวพิรงรอง รามสูต และนายศุภัช ศุภชลาศัย ได้แถลงว่า ภายหลังศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งรับคำฟ้องของนพ.สรณ ไว้พิจารณา โดยให้เหตุผลว่า เมื่อคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. วินิจฉัยว่า นพ. สรณ เป็นผู้สละสิทธิในการเข้ารับตำแหน่งกรรมการ กสทช. ตามมาตรา 18 ประกอบมาตรา 8 (2) แห่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ แล้ว ศาลปกครองสูงสุดเห็นว่าคำวินิจฉัยคณะกรรมการสรรหาฯ ย่อมถือเป็นเหตุให้ นพ.สรณ ต้องพ้นจากตำแหน่ง ตามมาตรา 20 วรรคหนึ่ง (5) คือ กระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 8 ทำให้ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งกรรมการ กสทช. ต่อไปได้ ตามนัยมาตรา 20 วรรคสามแห่ง พ.ร.บ.เดียวกัน
กรรมการ กสทช.ทั้ง 3 ระบุวา คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาฯ เป็นคำสั่งทางปกครองโดยมีผลใช้ต่อประธาน กสทช. ตั้งแต่วันที่ได้รับแจ้ง ดังนั้น จึงถือว่า นพ. สรณ เป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายหรืออาจเดือดร้อนหรือเสียหายจากคำวินิจฉัยดังกล่าว จึงเป็นผู้มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครองได้

พล.อ.ท..ธนพันธุ์ มีความเห็นเพิ่มเติมว่า จากการที่ศาลปกครองสูงสุดรับคำฟ้องของ นพ.สรณ ไว้พิจารณา เป็นการยืนยันว่าคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาฯ (ซึ่งระบุว่า นพ.สรณ เป็นผู้สละสิทธิและพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 20) ถือเป็นคำสั่งทางปกครองที่มีผลผูกพันทางกฎหมายแล้วตราบใดที่ศาลยังไม่ได้สั่งเพิกถอน หรือไม่มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว
นอกจากนี้ กระบวนการนำความกราบบังคมทูลฯ ให้พ้นจากตำแหน่งยังคงดำเนินต่อไปตามขั้นตอน ดังนั้น สำนักงาน กสทช. จึงต้องจัดประชุมเฉพาะกรรมการที่เหลืออยู่ 6 คน เพื่อให้การบริการสาธารณะด้านสื่อสารเดินหน้าได้ ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของบุคคลที่ขาดความชอบธรรม พร้อมแสดงความกังวลถึงการบริหารงานย้อนหลัง เช่น การต่อสัญญารองเลขาธิการฯ และการปรับโครงสร้างองค์กรโดยไม่ผ่านบอร์ด ซึ่งส่อขัดต่อกฎหมายและทำลายความเชื่อมั่นการลงทุนของประเทศ
”กสทช.ยุคนี้ มีหลายเรื่องที่ทำนอกเหนืออำนาจ ที่ผ่านมา กสทช. ต้องประสบกับบุคลลที่ไม่เพียงแต่ไม่ยอมรับและไม่ปฏิบัติตามกฎหมายหรือคำสั่งทางปกครองดังเช่นกรณีนี้ แต่ยังประสบกับบุคคลที่กระทำการหลีกเลี่ยงข้อกฎหมาย เช่น กรณีการแต่งตั้งและต่อสัญญารองเลขาธิการ กสทช. โดยไม่ผ่านความเห็นชอบจาก กสทช. แต่ได้ดำเนินการต่อสัญญาจ้างรองเลขาธิการ กสทช. ของทั้งนายไตรรัตน์ วิรืยะสิริกุล และ นายสุทธิศักดิ์ ตันตระโยธิน ในลักษณะผลัดกันลงนามให้กันและกัน ทั้งที่กรรมการ กสทช.ได้ทักทวงแล้วว่าสำนักงาน กสทช.ไม่มีอำนาจ และ ปปช.ได้มีการตรวจสอบเรื่องนี้อยู่
แต่ นพ.สรณฯ ก็ไม่ยอมให้มีการชี้แจง ซึ่งส่อไปในทางที่เอื้อประโยชน์ให้แก่กัน ทั้งประธาน กสทช. ที่มีปัญหาคุณสมบัติ และรักษาการเลขาธิการ กสทช.ที่ต่อสัญญาโดยมิชอบ ไม่รวมการที่สำนักงาน กสทช.ออกคำสั่งทดลองใช้โครงสร้างสำนักงาน กสทช.และโยกย้ายพนักงาน โดยไม่ผ่านความเห็นชอบจาก กสทช. เช่นกัน
ดังนั้น หากองค์กรของรัฐมีผู้บริหารที่ไม่ยอมรับกฎหมายและไม่ยึดหลักนิติธรรมแล้วย่อมส่งผลต่อประสิทธิภาพและการบริหารองค์กรนั้นแน่นอน และที่สำคัญหากยังคงปล่อยให้มีการไม่ยอมรับกฎหมายโดยที่ไม่สามารถบังคับใช้ได้ ประเทศไทยคงไม่มีใครกล้ามาลงทุนแน่นอน”

ทั้งนี้ กรรมการแต่ละคนทำหนังสือถึงเลขาธิการ กสทช. ขอให้สำนักงาน กสทช. ปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด โดยจัดประชุมและอำนวยความสะดวกในการประชุมให้แก่คณะกรรมการกสทช. ที่เหลืออยู่ในวันศุกร์ที่ 4 ก.ย. 2569 หรือสัปดาห์หน้าในเวลาที่ กสทช. ที่เหลืออยู่สะดวกตรงกัน โดยเร็วที่สุด
พล.อ.ท.ธนพันธุ์ ได้มีการมอบสำเนาหนังสือดังกล่าว ให้กับนายสมบัติ ลีลาพตะ นิติกรเชี่ยวชาญพิเศษ รักษาการเลขาธิการ กสทช. ต่อหน้าสื่อมวลชนด้วย โดยนายสมบัติ กล่าวว่า ได้รับหนังสือให้สำนักงานดำเนินการจัดการประชุม และจะแจ้งต่อกรรมการ กสทช. ว่าจะดำเนินการอย่างไร เนื่องจาก นพ.สรณ ได้นัดประชุม คณะกรรมการ กสทช.ในวันที่ 9 ก.ย.69
*“ไตรรัตน์”ชี้กระบวนการยุติธรรมยังไม่จบ”นพ.สรณ” ยังคงสถานะ ประธานกสทช.
ด้าน นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ รักษาการแทนเลขาธิการ กสทช. ออกมาชี้แจงตอบโต้ว่า ศาลปกครองสูงสุดเพียงแต่รับคำฟ้องไว้พิจารณาเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายร้ายแรงต่อ นพ.สรณ ก่อนกระบวนการตรวจสอบจะสิ้นสุดเท่านั้น ไม่ได้หมายความว่าคดีจบลงแล้ว
สำนักงาน กสทช. ยืนยันการปฏิบัติตามแนวทางของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีและสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ที่ระบุว่า หากคดียังไม่ถึงที่สุด หรือยังมีความโต้แย้งทางกฎหมาย ไม่ควรดำเนินการใดๆ ที่กระทบต่อการทำงานของบุคคลนั้น ดังนั้น นพ.สรณ จึงยังคงมีสถานะเป็นประธาน กสทช. และมีอำนาจในการนัดประชุมคณะกรรมการตามปกติ
โดย เสาวลักษณ์ อวยพร





