“วิทัย” เพิ่มบทบาท ธปท.ร่วมแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง พาไทยพ้นเสี่ยง ศก.โตต่ำเรื้อรัง

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อ “นโยบายการเงิน พลิกฟื้นเศรษฐกิจไทย” โดยระบุถึงทิศทางการดำเนินนโยบายการเงิน และการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ ที่กำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายครั้งสำคัญ พร้อมส่งสัญญาณการปรับเปลี่ยนบทบาทของธนาคารกลาง จากการเน้นดูแลเสถียรภาพเพียงอย่างเดียว ไปสู่การแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจในระยะยาว

สำหรับกรอบการทำงานหลักของ ธปท.ตามกฎหมาย คือ การดูแลเสถียรภาพ 3 ด้าน ซึ่งในปัจจุบันทุกตัวยังคงอยู่ในเกณฑ์ที่ดีมากและมีความเสี่ยงจำกัด โดย 1.เสถียรภาพด้านราคา อัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ในกรอบเป้าหมายที่ 1-3% แม้ว่าในระยะหลังตัวเลขจะต่ำกว่า 1% ซึ่งสะท้อนถึงกำลังซื้อในประเทศที่เริ่มอ่อนแรงลง

2.เสถียรภาพระบบสถาบันการเงิน โดยปัจจุบันสถาบันการเงิน และธนาคารพาณิชย์ มีความแข็งแกร่งอย่างมาก โดยมีฐานเงินกองทุน (BIS Ratio) สูงถึง 20% จากเกณฑ์มาตรฐานที่ควรมีประมาณ 11% เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤตซ้ำรอยปี 2540 ขณะที่ความเสี่ยงด้านสภาพคล่องและหนี้เสียอยู่ในระดับต่ำ

3.เสถียรภาพระบบการชำระเงิน ทั้งนี้ระบบการชำระเงินของไทย โดยเฉพาะ QR Payment ถือเป็นระบบมาตรฐานที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และจุดเด่นสำคัญ คือ การให้บริการฟรีโดยไม่มีค่าธรรมเนียมการโอน ซึ่งแตกต่างจากประเทศอื่นที่ต้องเสียค่าบริการครั้งละ 1-3 ดอลลาร์

“ความเสี่ยงของประเทศ ในปัจจุบันไม่ได้อยู่ที่เรื่องเสถียรภาพ แต่อยู่ที่เศรษฐกิจไทย ที่เติบโตต่ำลงเรื่อย ๆ” นายวิทัย กล่าว

พร้อมระบุว่า จากข้อมูลเชิงสถิติพบว่า อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของประเทศไทย มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องในทุกช่วงหลังวิกฤต โดยตั้งแต่ก่อนวิกฤตปี 2540 เศรษฐกิจไทยเคยเติบโตเฉลี่ยที่ 7% หลังวิกฤตปี 2540 อัตราการเติบโตลดลงเหลือ 5.3% หลังวิกฤตการเงินโลก (Global Financial Crisis) เติบโตเหลือ 3.7% และหลังวิกฤตโควิด-19 เติบโตเฉลี่ยเพียง 2.4% ส่วนในปีนี้ คาดว่าจะเติบโตได้เพียง 2.3% เท่านั้น

นายวิทัย ยังเตือนว่า หากปล่อยให้เศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำในระดับนี้ต่อไป จะส่งผลให้รายได้ของประชาชน และภาคธุรกิจลดลง จนในที่สุดจะกลายเป็นหนี้เสีย (NPL) ธุรกิจ SMEs ต้องปิดตัวลง และจะย้อนกลับมากระทบต่อเสถียรภาพทางการเงินของประเทศในท้ายที่สุด ขณะที่ศักยภาพการเติบโตสูงสุดของไทย (Potential GDP) ในปัจจุบัน ถูกประเมินไว้เพียงแค่ 2.7% เท่านั้น

ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวถึงข้อจำกัดของ “นโยบายอัตราดอกเบี้ย” ซึ่งเป็นเครื่องมือในวงกว้าง ที่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาเฉพาะจุดได้ เช่น การเจาะจงช่วยกลุ่ม SMEs หรืออุตสาหกรรมเฉพาะกลุ่ม อีกทั้งยังต้องใช้เวลาส่งผ่านนโยบายนานถึง 8-12 เดือน ดังนั้น ธปท. จึงเลือกใช้ “มาตรการทางการเงินเฉพาะจุด” เข้ามาช่วยเสริม เพื่อแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างโดยตรง

นอกจากนี้ แม้อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยในปัจจุบันจะอยู่ในระดับต่ำ 1% หรือต่ำกว่าในบางช่วง หากไม่นับช่วงโควิด-19 ที่ลงไปต่ำสุด 0.5% ซึ่งเหมาะสมในการประคับประคองเศรษฐกิจ แต่ ธปท. ยังคงยืนยันว่ามีเครื่องมือและนโยบายสำรองเตรียมพร้อมไว้เสมอ หากเกิดภาวะวิกฤตหรือช็อกทางเศรษฐกิจขึ้นในอนาคต

สำหรับมาตรการทางการเงินเชิงรุก เพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง 4 ด้านหลัก ประกอบด้วย

ด้านที่ 1 การแก้ไขหนี้ครัวเรือน และหนี้ SMEs โดยประเทศไทยมีสัดส่วนหนี้ครัวเรือนสูงเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญที่บั่นทอนกำลังซื้อของประชาชน ธปท. จึงได้ร่วมมือกับบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) จัดทำโครงการ Credit Boost เพื่อยกระดับการค้ำประกันสินเชื่อ ซึ่งคาดว่าจะช่วยเหลือผู้ประกอบการและประชาชนได้ราว 80,000-100,000 ราย

ด้านที่ 2 มาตรการสกัดกั้นเงินนอกระบบและทุนสีเทา โดย ธปท.ได้ออกเกณฑ์ควบคุมการทำธุรกรรมเงินสด ที่กำหนดให้ผู้เบิกเงินสดเกิน 5 ล้านบาท ต้องรายงานแหล่งที่มาของเงิน ซึ่งจะเริ่มบังคับใช้อย่างเข้มงวดตั้งแต่เดือนต.ค.นี้ โดยมาตรการดังกล่าวส่งผลให้ยอดการเบิกถอนเงินสดที่ผิดปกติลดลงทันทีถึง 70% จากเดิมเฉลี่ยเดือนละ 100,000 ล้านบาท เหลือเพียง 47,000 ล้านบาท และตั้งเป้าให้เหลือ 20,000 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการติดตามเส้นทางการเงินในระบบสินทรัพย์ดิจิทัล (USDT/FX) ที่มีมูลค่าการทำธุรกรรมหลายแสนล้านบาท เพื่อป้องกันการฟอกเงิน และการพนันออนไลน์

ด้านที่ 3 คุมเข้มธุรกิจซื้อก่อนจ่ายทีหลัง (Buy Now Pay Later: BNPL) ซึ่งล่าสุด เตรียมเปิดรับฟังความคิดเห็นร่างหลักเกณฑ์การกำกับดูแลธุรกิจสินเชื่อซื้อก่อนจ่ายทีหลัง (BNPL) ในช่วงปลายเดือนก.ย. โดยเกณฑ์ใหม่นี้ ธุรกิจ BNPL จะถูกกำหนดให้เป็นธุรกิจที่ต้องได้รับใบอนุญาตเฉพาะ (License) และผู้ประกอบการรายเดิมที่ดำเนินธุรกิจอยู่ก่อนแล้ว จะต้องเข้าสู่ระบบการขอใบอนุญาตตามเงื่อนไข เพื่อสร้างมาตรฐานการปล่อยสินเชื่อที่โปร่งใส และเป็นธรรม

ด้านที่ 4 จัดระเบียบ และยกระดับกลุ่มธุรกิจนอนแบงก์ โดย ธปท. เตรียมขยายขอบเขตการกำกับดูแลกลุ่มธุรกิจสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร (Non-Bank) อีกกว่า 3,600 แห่ง ทั่วประเทศ ซึ่งมีจำนวน 24 ประเภทธุรกิจ เช่น สินเชื่อส่วนบุคคล, นาโนไฟแนนซ์, สินเชื่อจำนำทะเบียน, BNPL , บัตรเครดิต, ธุรกิจการชำระเงิน, ลีสซิ่ง และธุรกิจแลกเปลี่ยนเงินตรา เป็นต้น เพื่อลดความเสี่ยงที่ผู้บริโภคจะถูกเอาเปรียบ จากอัตราดอกเบี้ยที่เกินกฎหมายกำหนด หรือเงื่อนไขสัญญาที่ไม่เป็นธรรม

“นโยบายการเงินและการคลัง จะต้องดำเนินงานประสานควบคู่กันไปอย่างเป็นเอกภาพ ธปท.ในยุคนี้ เลือกที่จะขยายบทบาทเพื่อเข้ามาประคับประคอง และแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศอย่างตรงจุด เพราะหากละเลยไม่เร่งแก้ไขปัญหาหนี้สิน ความเหลื่อมล้ำ ตลอดจนระบบทุนสีเทาในปัจจุบัน ท้ายที่สุดแล้ว โครงสร้างเศรษฐกิจไทยจะไม่สามารถต้านทานต่อแรงช็อกต่าง ๆ จากเศรษฐกิจโลกที่พร้อมจะเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา” ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวในท้ายสุด

โดย ธปฦ/ กษมาพร กิตติสัมพันธ์